ม.นเรศวร ส่งเสริม ขับเคลื่อนธุรกิจนวัตกรรมไทย สร้างความร่วมมือเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม 2567 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมลักษณ์ วรรณฤมล กีเยลาโรว่า ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยนเรศวร นำทีมบุคลากรอุทยานฯ เข้าร่วมการสัมมนา “ปลดล็อกมหา’ลัย ขับเคลื่อนธุรกิจนวัตกรรมไทย สู่เป้าหมาย 1,000 x 1,000 ร่วมสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 1 ล้านล้านบาท” (ภาคเหนือ) จัดโดยสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ณ NSP Rice Grain Auditorium อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่

การสัมมนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา หน่วยงานภาครัฐ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ในการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) เพื่อยกระดับธุรกิจนวัตกรรมไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและแข่งขันได้ในระดับสากล ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการ ส่งเสริมการใช้ผลงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์

ภายในงานได้รับเกียรติจากผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคเหนือ กล่าวเปิดงาน พร้อมบรรยายในหัวข้อ “การจัดตั้งและดำเนินการ University Holding Company” ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในการพัฒนากลไกการลงทุนและความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ภาครัฐ และภาคเอกชน

นอกจากนี้ ยังมีการบรรยายในหัวข้อ “การปลดล็อกระบบนิเวศเพื่อส่งเสริมธุรกิจนวัตกรรมไทย” และ “นโยบายส่งเสริมการร่วมลงทุนในธุรกิจนวัตกรรมและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง” โดยเฉพาะการดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2566 ที่มุ่งเน้นการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม

ในช่วงเสวนาปิดท้าย มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวทางในหัวข้อ “การส่งเสริม Startup/Spin-Off จากงานวิจัยและนวัตกรรม” ซึ่งเป็นเวทีให้ผู้เข้าร่วมได้เห็นตัวอย่างความสำเร็จ และแนวทางการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมในอนาคต โดยอาศัยความร่วมมือจากหลากหลายภาคส่วน

การเข้าร่วมสัมมนาของอุทยานวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยนเรศวรครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำบทบาทของมหาวิทยาลัยในการ ส่งเสริมและสนับสนุนงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับประเทศ เพื่อพัฒนากลไกการลงทุนและสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบนวัตกรรมไทย

นอกจากนั้น ความร่วมมือที่เกิดขึ้นยังสะท้อนถึงการบูรณาการระหว่างสถาบันอุดมศึกษา ภาครัฐ และเอกชน ในการพัฒนาเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ

การสัมมนาครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ แต่ยังเป็น พลังขับเคลื่อนธุรกิจนวัตกรรมไทย ให้เติบโตบนพื้นฐานของความร่วมมือ และการสร้างคุณค่าใหม่ที่ยั่งยืนต่อเศรษฐกิจและสังคมไทยในอนาคต

ม.นเรศวร จับมือเครือข่ายยกระดับงานวิจัยอาหารสู่เชิงพาณิชย์

วันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม 2567 มหาวิทยาลัยนเรศวร ร่วมกับมูลนิธิสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา จัดกิจกรรมพัฒนาความร่วมมือและสร้างเครือข่าย เพื่อสนับสนุน พัฒนา และผลักดันงานวิจัย ส่วนประกอบอาหาร และผลิตภัณฑ์อาหารมูลค่าสูง ให้เกิดการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.)

กิจกรรมดังกล่าวได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.กรกนก อิงคนินันท์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม กล่าวต้อนรับ พร้อมด้วย เภสัชกรอาทิตย์ พันเดช ผู้อำนวยการกองผลิตภัณฑ์สุขภาพนวัตกรรมและการบริการ ร่วมเปิดการประชุม ณ ห้องประชุมนเรศวร 310 อาคารสำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยนเรศวร

กิจกรรมแบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ภาคเช้า มุ่งเน้นการพัฒนาความร่วมมือและสร้างเครือข่าย เพื่อสนับสนุนและผลักดันงานวิจัยด้านส่วนประกอบอาหารและผลิตภัณฑ์อาหารมูลค่าสูงให้เกิดการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์

ภาคบ่ายเป็นกิจกรรมให้คำปรึกษาแก่นักวิจัยเกี่ยวกับการสนับสนุนผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านอาหารมูลค่าสูง เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และกระบวนการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์

การจัดกิจกรรมครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร เสริมสร้างความคล่องตัวและประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนงานวิจัยสู่การใช้งานจริง

นอกจากนี้ยังเน้นการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมอาหาร โดยใช้ความเชี่ยวชาญจากคณาจารย์และนักวิจัย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์อาหารและส่วนประกอบอาหารที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์

มหาวิทยาลัยนเรศวร ยังคงเดินหน้าเสริมสร้างความร่วมมือเชิงวิชาการและเครือข่ายวิจัย เพื่อพัฒนางานวิจัยด้านอาหารให้ตอบโจทย์ความต้องการของสังคมและอุตสาหกรรมอาหารในประเทศไทยอย่างยั่งยืน

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของกองการวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้ที่ https://linktr.ee/dri_nu

NU SciPark ม.นเรศวร ร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ

วันพฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม 2567 ดร.พิสุทธิ์ อภิชยกุล รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และการถ่ายทอดเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนเรศวร พร้อมด้วยบุคลากรอุทยานวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยนเรศวร (NU SciPark) เข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการ “ถ่ายทอดองค์ความรู้และแนวทางการพัฒนาสู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ” ณ ห้องประชุมนารายณ์ ชั้น 3 สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดพิษณุโลก

กิจกรรมครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นายทรงพล วิชัยขัทคะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานกล่าวเปิดการอบรม โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 30 คน จากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และภาควิชาการ ร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้และหารือแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนในพื้นที่เป้าหมาย

ภายในงานมีวิทยากรจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม ถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับหลักการและแนวคิดเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ พร้อมทั้งให้คำแนะนำด้านการดำเนินงานเชิงบูรณาการ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการจัดการสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระดับพื้นที่

การอบรมยังครอบคลุมถึงการทบทวนและวางแนวทางการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ระยะ 5 ปี (พ.ศ.2566–2570) สำหรับพื้นที่ตำบลดอนทอง–บ้านป่า จังหวัดพิษณุโลก เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Pre-EIT) ที่มีความสมดุลทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน

การมีส่วนร่วมของมหาวิทยาลัยนเรศวรและ NU SciPark ในกิจกรรมครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของสถาบันอุดมศึกษาในการเป็นกลไกกลางเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

การขับเคลื่อนเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว ทั้งในด้านการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดการของเสีย และการสร้างมูลค่าเพิ่มจากเศรษฐกิจหมุนเวียน

มหาวิทยาลัยนเรศวร โดย NU SciPark จะยังคงมุ่งมั่นส่งเสริมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ และสร้างพื้นที่ต้นแบบที่สะท้อนความสำเร็จในการบูรณาการองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

ม.นเรศวร คว้ารางวัลสถาบันอุดมศึกษากลุ่มพัฒนาการวิจัยระดับแนวหน้าของโลก ประจำปี 2566

วันพุธที่ 27 มีนาคม 2567 ศาสตราจารย์ ดร.กรกนก อิงคนินันท์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.เนติ วระนุช ผู้อำนวยการสถานวิจัยเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร เข้ารับรางวัล สถาบันอุดมศึกษา กลุ่มพัฒนาการวิจัยระดับแนวหน้าของโลก ประจำปี พ.ศ.2566 ด้านที่ 3 การสร้างและพัฒนาระบบนิเวศด้านการวิจัย ประเภทรางวัลชมเชย โดยได้รับเกียรติจากคุณศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นผู้มอบรางวัล ณ ห้อง Eternity Ballroom โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ ถนนรางน้ำ กรุงเทพมหานคร

รางวัลดังกล่าวเป็นการยกย่องและตระหนักในคุณค่าของผลงานการพัฒนาระบบนิเวศด้านการวิจัย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างกำลังคนด้านการวิจัยของประเทศ พร้อมทั้งกระตุ้นให้นำผลงานวิจัยและองค์ความรู้ขั้นสูงไปต่อยอดสู่การพัฒนานวัตกรรมที่สามารถเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับประเทศและระดับโลก

มหาวิทยาลัยนเรศวรให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบนิเวศวิจัยที่มีคุณภาพ โดยการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาในระดับนานาชาติ อันจะช่วยผลักดันการวิจัยที่มีคุณค่าและตอบโจทย์ความต้องการของสังคมและอุตสาหกรรม

การได้รับรางวัลครั้งนี้ยังแสดงให้เห็นถึงการทำงานอย่างบูรณาการของคณาจารย์ นักวิจัย และบุคลากรในมหาวิทยาลัย ที่ร่วมกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านวิจัย ระบบสนับสนุน และบรรยากาศที่เอื้อต่อการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยนเรศวรยังคงเน้นบทบาทสำคัญในฐานะศูนย์กลางทางวิชาการและการวิจัย โดยส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การบ่มเพาะนักวิจัยรุ่นใหม่ และการสร้างแพลตฟอร์มที่ช่วยสนับสนุนการวิจัยเชิงลึก รวมถึงการพัฒนางานที่สามารถแข่งขันได้ในเวทีนานาชาติ

การสร้างและพัฒนาระบบนิเวศด้านการวิจัยยังมีความสำคัญต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เนื่องจากสามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนของประเทศด้วยองค์ความรู้และนวัตกรรมที่เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทย

มหาวิทยาลัยนเรศวรจะเดินหน้าต่อไปในการส่งเสริมนวัตกรรมการวิจัย เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ขยายผลการพัฒนา และสร้างความร่วมมือระดับโลก เพื่อยกระดับคุณภาพงานวิจัยของไทย และตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาประเทศในอนาคตอย่างมั่นคง

อ้างอิง: ประกาศกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

NU SciPark ร่วมกิจกรรม Train the Trainer ภาคเหนือ ครั้งที่ 4 จับมือ TED Fund ผลักดันผู้ประกอบการหน้าใหม่

วันจันทร์ที่ 11 มีนาคม 2567 บุคลากรงานบ่มเพาะธุรกิจ อุทยานวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยนเรศวร (NU SciPark) ได้เข้าร่วมกิจกรรม Train the Trainer เพื่อเตรียมความพร้อมและเสริมสร้างศักยภาพให้กับเครือข่ายร่วมพัฒนาผู้ประกอบการ ประจำปี 2567 – ภาคเหนือ ครั้งที่ 4 ณ โรงแรมฟลอร่า ครีก จังหวัดเชียงใหม่ กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อยกระดับความร่วมมือด้านการบ่มเพาะธุรกิจและการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม

พิธีเปิดได้รับเกียรติจาก ดร.ชาญวิทย์ ตรีเดช ผู้จัดการกองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Fund) กล่าวต้อนรับและชี้แจงนโยบายของกองทุนฯ ที่จะดำเนินงานร่วมกับเครือข่าย TED Fellow เพื่อผลักดันให้เกิดผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรมหน้าใหม่ที่มีศักยภาพในการแข่งขัน และสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจของประเทศ

กิจกรรม Train the Trainer จัดขึ้นด้วยเป้าหมายเพื่อ สร้างองค์ความรู้ให้กับผู้พัฒนาผู้ประกอบการ โดยเฉพาะในกระบวนการสรรหา คัดกรอง และบ่มเพาะผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อยื่นขอรับทุนสนับสนุนจาก TED Fund อีกทั้งยังเป็นเวทีสำคัญที่ช่วยบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาในภูมิภาคเหนือ

ภายในงานมีเครือข่ายร่วมพัฒนาผู้ประกอบการ (TED Fellow) เข้าร่วมทั้งหมด 11 หน่วยงาน ได้แก่ มหาวิทยาลัยนเรศวร, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP), มหาวิทยาลัยแม่โจ้, มหาวิทยาลัยพะเยา, มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม, มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์, มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์, ศูนย์นวัตกรรมอาหารและบรรจุภัณฑ์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (FIN), บริษัท แบ๊คสเตอร์ จำกัด และบริษัท อินโนเวชั่น เทคโนโลยี เชียงใหม่ จำกัด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือที่กว้างขวางและเข้มแข็งของเครือข่ายในภูมิภาค

ภายในกิจกรรมยังจัดให้มีการอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาผู้ประกอบการรุ่นใหม่ เช่น แนวทางการบ่มเพาะโครงการ TED Youth Startup ปี 2567, การจัดทำสัญญาสนับสนุนทุน, ขั้นตอนการเบิกจ่ายเงิน, การติดตามและประเมินผลโครงการ และการบริหารจัดการสัญญาสนับสนุนทุน เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ

ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการยืนยันถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยนเรศวรในการ ส่งเสริมพัฒนาผู้ประกอบการ โดยเฉพาะการพัฒนานักวิจัยและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ให้มีศักยภาพทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและความต้องการของตลาดในยุคดิจิทัล

นอกจากนี้ การทำงานร่วมกันระหว่าง NU SciPark และ TED Fund ยังถือเป็นตัวอย่างสำคัญของการ สร้างความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา ภาครัฐ และภาคเอกชน ซึ่งจะช่วยเสริมความเข้มแข็งให้กับระบบนิเวศทางนวัตกรรมของประเทศ สนับสนุนการเติบโตของธุรกิจเทคโนโลยี และผลักดันประเทศไทยไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในระยะยาว

ดังนั้น กิจกรรม Train the Trainer ภาคเหนือ ครั้งที่ 4 ไม่เพียงเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้และสร้างเครือข่าย แต่ยังเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ช่วยเพิ่มศักยภาพให้กับผู้ประกอบการเทคโนโลยีรุ่นใหม่ และตอกย้ำถึงความสำคัญของการลงทุนในนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างมั่นคง

ม.นเรศวร เปิดตัว “PM drop” นวัตกรรมลดฝุ่น PM 2.5 ด้วยสารจากธรรมชาติ

วันจันทร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2567 โรงเรียนมัธยมสาธิตมหาวิทยาลัยนเรศวร ได้จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวผลิตภัณฑ์ “PM drop” น้ำยาลดฝุ่นที่มีประสิทธิภาพในการจับฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในอากาศให้ตกลงมา โดยพัฒนาขึ้นทั้งในรูปแบบสูตรเข้มข้นสำหรับผสมและสูตรพร้อมใช้ เพื่อให้เหมาะกับการใช้งานในพื้นที่หลากหลายประเภท

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภญ.วธู พรหมพิทยารัตน์ อาจารย์ประจำคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ในฐานะหัวหน้าทีมวิจัย กล่าวว่า ปัญหาฝุ่น PM 2.5 เป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงของประเทศไทย โดยมีผลมาจากหลายปัจจัย เช่น การเผาในที่โล่ง การจราจรหนาแน่น และการพัฒนาอุตสาหกรรม ซึ่งสร้างผลกระทบอย่างมากต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน

ประเทศไทยได้กำหนดค่ามาตรฐานของฝุ่น PM 2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงไว้ที่ 35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แต่ในความเป็นจริงค่าฝุ่นกลับเกินมาตรฐานเกือบทุกปี โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองใหญ่และเขตอุตสาหกรรม ส่งผลให้ประเทศต้องยอมรับว่ามี “ฤดูฝุ่น” เพิ่มขึ้นมาเป็นฤดูกาลที่ 4 ซึ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อลดมลพิษทางอากาศอย่างจริงจัง

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งประกอบด้วย ผศ.ดร.ภญ.วธู พรหมพิทยารัตน์ ดร.พญ.อัญพัชญ์ อติพิมลพัชญ์ และผู้ช่วยวิจัย ได้ร่วมกันคิดค้นน้ำยา “PM drop” ที่มีส่วนประกอบจากสารธรรมชาติ และผ่านการทดสอบด้วยเครื่องมือมาตรฐาน ทั้งเครื่องก่อฝุ่นและเครื่องวัดฝุ่น ผลการทดสอบทั้งในอาคาร นอกอาคาร และพื้นที่โล่งแสดงให้เห็นว่าน้ำยาสามารถลดฝุ่น PM 2.5 ลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผลิตภัณฑ์นี้ยังรองรับการใช้งานกับอุปกรณ์ที่หลากหลาย เช่น เครื่องพ่นละอองฝอย Foggy และ ULC สำหรับภายในอาคาร, ชุดพ่นหมอกที่เหมาะกับการสร้างม่านกันฝุ่น และ โดรนพ่นละออง สำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง ซึ่งสามารถปรับใช้ตามขนาดพื้นที่และความต้องการได้อย่างยืดหยุ่น

การเลือกใช้สารจากธรรมชาติเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนา PM drop เนื่องจากช่วยลดการพึ่งพาสารเคมีที่อาจสร้างผลกระทบใหม่ต่อสิ่งแวดล้อม ถือเป็นการบูรณาการความรู้เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ทั้งในด้านสุขภาพและความยั่งยืน โดยมุ่งไปที่การ ส่งเสริมการลดมลพิษทางอากาศ ในระยะยาว

ขณะนี้ ผลิตภัณฑ์ PM drop ได้ยื่นขอสิทธิบัตรและมีแผนต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ ภายใต้วิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยนเรศวร “มหาวิทยาลัยเพื่อสังคมของผู้ประกอบการ” เพื่อขยายผลการใช้งานในวงกว้าง ทั้งในภาคสาธารณสุข หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และชุมชนท้องถิ่นที่เผชิญปัญหาฝุ่นอย่างต่อเนื่อง

การพัฒนา PM drop ถือเป็นอีกหนึ่งความก้าวหน้าที่แสดงให้เห็นถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยนเรศวรในการใช้พลังงานวิชาการและงานวิจัยเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่อสังคมโดยตรง พร้อมทั้งสนับสนุนแนวทางการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

ม.นเรศวร โชว์นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว ในงานวันนักประดิษฐ์

วันศุกร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2567 คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร นำผลงานวิจัยและนวัตกรรม “บรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้ทางชีวภาพจากแผ่นกระดาษฟางข้าวลามิเนตด้วยฟิล์มพอลิเมอร์ชีวภาพ” เข้าร่วมจัดแสดงในงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2567 ณ Event Hall 100 – 102 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้เข้าร่วมงานจากหลายภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา

ผลงานวิจัยดังกล่าวเป็นการพัฒนาของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศรารัตน์ มหาศรานนท์ ร่วมกับทีมวิจัยซึ่งประกอบด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.สุกัญญา รอส, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.หนึ่งฤทัย สุพรม, นางสาวเบญจวรรณ ขันโท และนางสาวโศรยา แก้วเพีย โดยมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ต้นแบบบรรจุภัณฑ์ผลิตจาก ฟิล์มพอลิเมอร์ชีวภาพ (พอลิแลคติกแอซิด) ที่ผสมน้ำมันมะพร้าวและแป้งมันสำปะหลัง เพื่อนำมาลามิเนตกับกระดาษฟางข้าว ซึ่งเป็นวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร ผลิตภัณฑ์ที่ได้ถูกออกแบบให้มีหลายรูปแบบ เช่น กล่องสามเหลี่ยม กล่องสี่เหลี่ยม และจานเพื่อใช้ใส่อาหาร

ในการทดลองใช้งานจริง บรรจุภัณฑ์เหล่านี้ถูกนำไปใช้กับอาหารหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นขนมปัง เค้ก คุกกี้ แซนวิช ขนมจีบ และซาลาเปาในร้านกาแฟ ร้านเบเกอรี่ และร้านอาหาร พบว่ามีความเหมาะสมต่อการใช้งานจริง อีกทั้งยังช่วยลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวที่ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม

ผลงานนี้ไม่เพียงแต่เป็นการพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร ถือเป็นแนวทางการจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและสร้างรายได้เพิ่มเติมให้กับเกษตรกร รวมถึงการเสริมสร้างความตระหนักรู้ในชุมชนเกี่ยวกับการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม

การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้ครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถของนักวิจัยไทยในการเชื่อมโยงงานวิจัยกับการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน และเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงถึงศักยภาพของมหาวิทยาลัยนเรศวรในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจหมุนเวียน

นอกจากนี้ การเข้าร่วมจัดแสดงในงานวันนักประดิษฐ์ 2567 ยังเป็นโอกาสในการเผยแพร่องค์ความรู้ด้านการวิจัยและนวัตกรรมสู่สาธารณะ รวมถึงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้เชี่ยวชาญและผู้ประกอบการที่สนใจนำผลงานไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์

ท้ายที่สุด ผลงาน “บรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้จากแผ่นกระดาษฟางข้าวลามิเนตด้วยฟิล์มพอลิเมอร์ชีวภาพ” จึงถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่ตอบโจทย์การใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน และเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการ ส่งเสริมนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่สามารถต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และสังคมได้อย่างแท้จริง

ม.นเรศวร จัดโครงการเผยแพร่งานวิจัยการแปรรูปไม้ไผ่ ส่งเสริมการต่อยอดผลงานวิจัยเชิงพาณิชย์

วันเสาร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2567 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ศิลปะและการออกแบบ มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้จัดโครงการบริการวิชาการในหัวข้อ “การแปรรูปไม้ไผ่เชิงพาณิชย์ของประเทศไทยในอนาคต: Future commercial bamboo processing in Thailand” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้และผลงานวิจัยของคณาจารย์ มหาวิทยาลัยนเรศวร รวมถึงภูมิปัญญาไทยให้กับบุคลากรจาก Bhutan Tshar Institute ประเทศภูฏาน

การจัดโครงการครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนงานวิชาการสู่การใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ โดยเน้นการพัฒนาศักยภาพของไม้ไผ่ ซึ่งถือเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญ สามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มและตอบสนองต่อความต้องการในตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

มหาวิทยาลัยนเรศวรมีบทบาทสำคัญในการทำวิจัยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านการแปรรูปไม้ไผ่ โดยเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตที่ทันสมัย ซึ่งจะช่วยเพิ่มคุณภาพของผลิตภัณฑ์ไม้ไผ่และขยายโอกาสเชิงพาณิชย์ในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

โครงการนี้ยังสะท้อนถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างประเทศ โดยบุคลากรจากภูฏานจะสามารถนำแนวทางและผลงานวิจัยที่ได้รับไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศตนเอง ซึ่งเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการในระดับนานาชาติ และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ร่วมกัน

นอกจากนี้ การเผยแพร่ผลงานวิจัยยังมีเป้าหมายเพื่อ ส่งเสริมต่อยอดผลงานวิจัยเชิงพาณิชย์ ผ่านการนำองค์ความรู้ด้านการแปรรูปไม้ไผ่ไปใช้จริง ทั้งในภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ และการพัฒนาชุมชน ถือเป็นการผสานวิชาการเข้ากับการสร้างมูลค่าเชิงเศรษฐกิจและสังคม

โครงการดังกล่าวยังสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านอุตสาหกรรมและนวัตกรรม ที่เน้นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างผลิตภัณฑ์ที่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากและเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์

ด้วยการบูรณาการองค์ความรู้ทางวิชาการ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการต่อยอดเชิงพาณิชย์ ทำให้โครงการนี้ไม่เพียงแต่เป็นเวทีเผยแพร่ผลงานวิจัย แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างนวัตกรรมที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ และช่วยผลักดันมหาวิทยาลัยนเรศวรสู่การเป็นศูนย์กลางทางวิชาการและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ม.นเรศวร พัฒนานวัตกรรมตรวจเศษซากโควิดจากน้ำเสีย ส่งเสริมเพื่อเตือนภัยล่วงหน้าการระบาดในชุมชน

วันศุกร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2567 สถานวิจัยเพื่อความเป็นเลิศเพื่อความยั่งยืนด้านสุขภาวะ สิ่งแวดล้อมและอุตสาหกรรม (SHEI) คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ พร้อมด้วยคณะนักวิจัยจากคณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ วิทยาลัยนานาชาติ และบริษัท อิเลคทรอนิกส์ เชลล์ จำกัด นำเสนอสิ่งประดิษฐ์ “RE-Secure: COVID-19 Early Warning. V1” ในงาน “วันนักประดิษฐ์” ประจำปี 2567 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ

โครงการดังกล่าวเป็นการต่อยอดงานวิจัยจากการตรวจหาเศษซากไวรัสโควิด-19 ในน้ำเสีย โดยได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในปีงบประมาณ 2564 และ 2565 เพื่อพัฒนานวัตกรรมที่สามารถเฝ้าระวังการแพร่ระบาดในระดับชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางจากนักเรียน นิสิต ประชาชน ภาครัฐ และภาคเอกชนที่เข้าร่วมชมงาน

นวัตกรรม “RE-Secure: COVID-19 Early Warning. V1” พัฒนาขึ้นจากเทคนิค Aptamer ทำให้สามารถตรวจสอบเศษซากไวรัสในน้ำเสียได้อย่างแม่นยำ โดยไม่จำเป็นต้องสกัดตัวอย่างหรือใช้ห้องปฏิบัติการที่มีค่าใช้จ่ายสูง เช่น ห้องปฏิบัติการ BSL-2 enhanced ที่มักใช้ในการตรวจ RT-qPCR จึงช่วยลดขั้นตอนและต้นทุนการตรวจสอบได้อย่างมาก

นอกจากนั้น ทีมวิจัยยังได้พัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อประมวลผลจากชุดตรวจเคลื่อนที่ ทำให้สามารถตรวจจับการติดเชื้อในอาคาร โรงเรียน โรงงาน หรือชุมชนได้ก่อนที่จะเกิดการแพร่ระบาดจริงประมาณ 7-14 วัน ช่วยเพิ่มโอกาสในการจัดการควบคุมโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นได้อย่างทันท่วงที

ผลงานนี้ยังสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านการเฝ้าระวังโรคระบาดได้มากกว่า 90% เมื่อเทียบกับวิธีการเดิม จึงถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อสนับสนุนระบบสาธารณสุขและการบริหารจัดการภัยสุขภาพในระดับชุมชนอย่างยั่งยืน

การพัฒนานวัตกรรมตรวจเศษซากไวรัสในน้ำเสียยังเป็นแนวทางสำคัญที่สอดคล้องกับการจัดการทรัพยากรน้ำและสิ่งแวดล้อม เนื่องจากช่วยให้สามารถใช้ระบบน้ำเสียเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการติดตามการแพร่ระบาดของเชื้อโรคได้แบบไม่รุกรานและครอบคลุมพื้นที่ในวงกว้าง

สิ่งประดิษฐ์ “RE-Secure: COVID-19 Early Warning. V1” ยังได้รับการเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนหลายแขนง รวมถึงรายการข่าวสามมิติ ช่อง 3 เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2567 ตอกย้ำถึงความสำคัญของงานวิจัยนี้ต่อการสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้าการระบาดในชุมชน และเป็นแรงผลักดันให้ทีมวิจัยพัฒนานวัตกรรมต่อยอดในอนาคต

การทำงานครั้งนี้เป็นภาพสะท้อนของความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และหน่วยงานภาครัฐ ที่ช่วยกันขับเคลื่อนการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสุขภาพ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งสร้างแนวทางใหม่ในการ ส่งเสริมเพื่อเตือนภัยล่วงหน้าการระบาดในชุมชน และเพิ่มขีดความสามารถของประเทศในการรับมือกับโรคอุบัติใหม่

นักวิจัย ม.นเรศวร ยกระดับกล้วยไข่สู่นวัตกรรม “ผลิตภัณฑ์นิวตราซูติคอลเม็ดเคี้ยวกล้วยไข่ผสมน้ำมันเมล็ดกัญชง” พร้อมต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์

วันพุธที่ 24 มกราคม 2567 มหาวิทยาลัยนเรศวรจัดงานแถลงข่าวเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ “ผลิตภัณฑ์นิวตราซูติคอลเม็ดเคี้ยวกล้วยไข่ผสมน้ำมันเมล็ดกัญชง” ซึ่งได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์ ดร.เภสัชกรหญิงกรกนก อิงคนินันท์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม กล่าวต้อนรับสื่อมวลชนและผู้เข้าร่วมงาน ณ ห้อง H111 คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

การพัฒนาผลิตภัณฑ์ดังกล่าวนำโดยศาสตราจารย์ ดร.เภสัชกรหญิง จารุภา วิโยชน์ อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ร่วมกับคณะนักวิจัย ได้ยกระดับผลผลิตทางการเกษตรของไทยอย่าง “กล้วยไข่” ผสมผสานกับสมุนไพรไทย “เมล็ดกัญชง” ผ่านกระบวนการวิจัยและพัฒนา โดยมีการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน)

ผลิตภัณฑ์นิวตราซูติคอลเม็ดเคี้ยวกล้วยไข่ผสมน้ำมันเมล็ดกัญชงนี้ ได้รับการออกแบบเพื่อเพิ่มการดูดซึมสารสำคัญอย่างเบต้า-แคโรทีน ซึ่งมีคุณสมบัติในการป้องกันการแดงของผิวหนังจากการสัมผัสแสงแดด โดยนวัตกรรมนี้ถือเป็นการแปรรูปสินค้าเกษตรให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

คุณลักษณะเด่นของผลิตภัณฑ์ คือการนำกล้วยไข่มาพัฒนาในรูปแบบเม็ดเคี้ยวที่รับประทานง่าย สามารถใช้เป็นอาหารว่างหรือเสริมมื้ออาหาร โดยไม่เพียงมอบรสชาติจากกล้วยแท้ แต่ยังเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมสารอาหารเข้าสู่ร่างกายอย่างรวดเร็ว มีส่วนช่วยป้องกันการเกิด photoaging ที่เกิดจากรังสี UV ในชีวิตประจำวัน

ทั้งนี้ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้ผ่านกระบวนการสกัดและแปรรูปที่รักษาคุณภาพและความคงตัวของสารสำคัญ พร้อมทั้งคัดสรรส่วนผสมที่เหมาะสม จนได้สูตรตำรับเม็ดเคี้ยวที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีการทดสอบทางคลินิกเพื่อยืนยันผลลัพธ์ในการช่วยป้องกันการแดงจากแสงแดด

การคิดค้นนวัตกรรมครั้งนี้แสดงถึงความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยนเรศวรในการ ส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ เพื่อยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตรไทยไปสู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีมาตรฐานและมูลค่าสูง สามารถสร้างความแตกต่างและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาด

มหาวิทยาลัยนเรศวรยังคงยึดมั่นในวิสัยทัศน์ “มหาวิทยาลัยเพื่อสังคมของผู้ประกอบการ” โดยพร้อมสนับสนุนงานวิจัยที่สามารถนำองค์ความรู้มาต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์จริง ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับประเทศ

Sustainability

NARESUAN UNIVERSITY

Solverwp- WordPress Theme and Plugin