ม.นเรศวร จับมือ WelO ส่งเสริมการเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า สู่มหาวิทยาลัยและเมืองที่ยั่งยืน

วันพุธที่ 18 มิถุนายน 2568 มหาวิทยาลัยนเรศวร ร่วมกับ WelO แพลตฟอร์มมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสาธารณะ เปิดให้บริการยานพาหนะทางเลือกภายในมหาวิทยาลัย เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเดินทางของนิสิต บุคลากร และประชาชนทั่วไป พร้อมส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการเดินทางในชีวิตประจำวัน

มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า WelO เปิดให้บริการ ตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีจุดจอด มากกว่า 300 จุด ครอบคลุมพื้นที่ภายในมหาวิทยาลัย ผู้ใช้งานสามารถเลือกจุดรับและคืนรถให้เหมาะกับเส้นทางของตน ช่วยเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างอาคารเรียน สำนักงาน และพื้นที่ให้บริการต่าง ๆ ได้สะดวกยิ่งขึ้น

บริการดังกล่าวเป็นอีกทางเลือกสำหรับการเดินทางระยะสั้นภายในมหาวิทยาลัย โดยผู้ใช้งานไม่ต้องเติมน้ำมันหรือชาร์จแบตเตอรี่ด้วยตนเอง การมีระบบยานพาหนะสาธารณะที่เข้าถึงได้ยังช่วยลดความจำเป็นในการนำรถส่วนบุคคลเข้ามาใช้ในบางเส้นทาง และเพิ่มทางเลือกในการจัดการค่าเดินทางประจำวัน

การใช้มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าช่วยส่งเสริมการเดินทางที่ ไม่สร้างมลพิษจากท่อไอเสียขณะใช้งาน จึงมีส่วนช่วยลดการปล่อยควันและฝุ่นละอองในพื้นที่มหาวิทยาลัย ทั้งยังสอดคล้องกับแนวทางลดการใช้เชื้อเพลิงน้ำมันและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการขนส่ง

ความร่วมมือนี้สนับสนุนแนวทางของมหาวิทยาลัยในการบริหารจัดการการเดินทางและพื้นที่จอดรถให้เหมาะสม เมื่อมีทางเลือกในการเดินทางภายในพื้นที่เพิ่มขึ้น มหาวิทยาลัยสามารถส่งเสริมการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า และพัฒนาสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียน การทำงาน และการใช้ชีวิตร่วมกัน

นอกจากนี้ การเปิดให้บริการแก่ประชาชนทั่วไปยังช่วยให้ระบบเดินทางภายในมหาวิทยาลัยเชื่อมโยงกับการเดินทางของผู้มาใช้บริการจากภายนอก ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคเอกชนจึงเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนารูปแบบการเดินทางที่ตอบโจทย์ทั้งผู้ใช้งานและการดูแลสิ่งแวดล้อมในพื้นที่

การมีบริการมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องยังเปิดโอกาสให้นิสิตและบุคลากรปรับพฤติกรรมการเดินทาง โดยพิจารณาใช้ยานพาหนะร่วมกันในเส้นทางที่เหมาะสม ควบคู่กับการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ แนวทางดังกล่าวช่วยสร้างความตระหนักถึงผลกระทบของการเดินทางต่อคุณภาพอากาศและสภาพภูมิอากาศ

มหาวิทยาลัยนเรศวรมุ่งส่งเสริมระบบการเดินทางที่สะดวก เข้าถึงได้ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การให้บริการ WelO จึงเป็นอีกก้าวของการพัฒนาพื้นที่มหาวิทยาลัยให้รองรับวิถีชีวิตที่ยั่งยืน พร้อมเป็นแนวทางสำหรับการขยายความร่วมมือด้านการเดินทางสะอาดในระดับชุมชนและเมืองต่อไป

ม.นเรศวร ชวนใช้รถไฟฟ้าภายในมหาวิทยาลัย เดินทางสะดวก ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน

วันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม 2568 มหาวิทยาลัยนเรศวร ขอแนะนำบริการ รถไฟฟ้าภายในมหาวิทยาลัยสำหรับนิสิต บุคลากร ผู้มาติดต่อ และประชาชนทั่วไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางระหว่างอาคารเรียน หน่วยงาน และพื้นที่ให้บริการต่าง ๆ บนพื้นที่มหาวิทยาลัยกว่า 1,500 ไร่ พร้อมส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งส่วนรวมในการเดินทางระยะสั้น

กองอาคารสถานที่ดำเนินการให้บริการรถไฟฟ้าเพื่อรองรับการเดินทางในชีวิตประจำวัน ทั้งการไปเรียน การทำงาน และการติดต่อหน่วยงาน ผู้ใช้บริการสามารถวางแผนการเดินทางได้ผ่าน NU Transit Web Application ซึ่งแสดง ตำแหน่งรถแบบเรียลไทม์ เส้นทาง และจุดรับ–ส่ง พร้อมติดตามตารางเวลาและข่าวสารการเดินรถผ่าน Line Official Account

โดยมหาวิทยาลัยนเรศวร มีเส้นทางรถไฟฟ้า 3 สาย ได้แก่ สายสีแดง สายสีเหลือง และสายสีน้ำเงิน โดยสายสีแดงและสายสีเหลืองระบุช่วงเวลาให้บริการ 07.00–19.30 น. ส่วนสายสีน้ำเงินให้บริการในช่วงเวลาเร่งด่วน เนื่องจากข้อมูลดังกล่าวมาจากเอกสารปี 2566 ผู้โดยสารควรตรวจสอบเส้นทางและเวลาเดินรถปัจจุบันก่อนใช้บริการ

เพื่อให้เห็นขนาดของการให้บริการ หากสายสีแดงและสายสีเหลืองออกทุก 10 นาที ตลอดช่วงเวลา 12 ชั่วโมง 30 นาที จะมีรถประมาณ 75 เที่ยวต่อสายต่อวัน รวมสองสายประมาณ 150 เที่ยวต่อวัน หรือ 3,300 เที่ยวต่อ 22 วันเรียน โดยยังไม่รวมสายสีน้ำเงิน ทั้งนี้ จำนวนเที่ยวดังกล่าวเป็นการประมาณการจากช่วงเวลาและความถี่ที่กำหนดสำหรับการคำนวณ

หากแต่ละเที่ยวมีผู้โดยสารเฉลี่ย 20 คน รถไฟฟ้าสองสายหลักจะรองรับการเดินทางได้ประมาณ 66,000 เที่ยวโดยสารต่อเดือน แสดงให้เห็นว่ารถส่วนรวมสามารถเชื่อมต่อการเดินทางของผู้ใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยจำนวนมากได้ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเดินทางระหว่างอาคารหลายแห่งในแต่ละวัน

รถไฟฟ้า ไม่มีการปล่อยไอเสียจากท่อรถขณะวิ่ง การใช้บริการแทนรถจักรยานยนต์หรือรถยนต์ใช้น้ำมันจึงช่วยลดควันในพื้นที่สัญจร และมีส่วนช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงสำหรับการเดินทางภายในมหาวิทยาลัย

หากการเดินทางตามประมาณการ 66,000 เที่ยวโดยสาร ใช้รถไฟฟ้าแทนรถจักรยานยนต์ใช้น้ำมันในระยะทางเฉลี่ยเที่ยวละ 2 กิโลเมตร จะเทียบเท่ากับการหลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันประมาณ 3,300 ลิตรต่อเดือน หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากน้ำมันประมาณ 6.6 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยคำนวณจากอัตราสิ้นเปลือง 40 กิโลเมตรต่อลิตร และค่าการปล่อยของน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E10 ประมาณ 2.01 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อลิตร ผลการลดการปล่อยสุทธิจะขึ้นอยู่กับวิธีเดินทางเดิมของผู้โดยสารและปริมาณไฟฟ้าที่ใช้เดินรถด้วย

บริการรถไฟฟ้าช่วยเพิ่มทางเลือกให้ผู้เดินทางภายในมหาวิทยาลัย ขณะที่ข้อมูลตำแหน่งรถและเส้นทางช่วยให้วางแผนเวลาได้สะดวกขึ้น เมื่อมีการใช้รถส่วนรวมในเส้นทางที่เหมาะสม ก็สามารถลดความจำเป็นในการนำรถส่วนบุคคลไปยังแต่ละอาคาร และสนับสนุนการจัดการพื้นที่สัญจรและพื้นที่จอดรถให้มีประสิทธิภาพ

มหาวิทยาลัยนเรศวรเชิญชวนนิสิต บุคลากร ผู้มาติดต่อ และประชาชนทั่วไป ตรวจสอบเส้นทางและใช้บริการรถไฟฟ้าภายในมหาวิทยาลัย เพื่อความสะดวกในการเดินทาง พร้อมร่วมลดการใช้เชื้อเพลิงและดูแลคุณภาพอากาศภายในมหาวิทยาลัย

ม.นเรศวร เดินหน้าพัฒนาระบบพลังงานสะอาดด้วยโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ ยกระดับศักยภาพพลังงานหมุนเวียนสู่มหาวิทยาลัยสีเขียว

วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม 2568 มหาวิทยาลัยนเรศวรเดินหน้าพัฒนาระบบพลังงานภายในมหาวิทยาลัยด้วยการติดตั้ง แผงโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ (Floating Solar Panel หรือ Floating PV) บนพื้นที่สระสุริโยทัย ภายในเขตหอพักนิสิต NU Dorm โดยมีจำนวนแผงมากกว่า 3,200 แผ่น เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าสำหรับใช้ในมหาวิทยาลัย และเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนแนวทาง ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งอยู่ในแผนงานเฟสแรกที่ มุ่งผลิตไฟฟ้ารวมกว่า 12 เมกะวัตต์ โดยประกอบด้วย Floating Solar Panel และ Solar Rooftop ที่ติดตั้งบนอาคารเรียนและอาคารปฏิบัติการต่าง ๆ

การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ลอยน้ำนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า เพราะผิวน้ำช่วยลดอุณหภูมิของแผง ทำให้แผงทำงานได้ดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดการระเหยของน้ำในบ่อ เป็นผลลัพธ์เชิงสิ่งแวดล้อมที่สนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า ทั้งยังลดการใช้พื้นที่บนดินและไม่กระทบต่อกิจกรรมภายในมหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยนเรศวรมีพื้นที่แหล่งน้ำรวมกว่า 225 ไร่ คิดเป็น 16.24% ของพื้นที่ทั้งหมด ทำให้มีศักยภาพอย่างมากในการพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียน โดยใช้ทรัพยากรจากแหล่งน้ำที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โครงการนี้จึงเป็นตัวอย่างของการบริหารพื้นที่อย่างสมดุลระหว่างการใช้งานจริงและการผลิตพลังงานทางเลือก

แหล่งน้ำสำคัญภายในพื้นที่มหาวิทยาลัย ได้แก่ สระเอกกษัตรี (ข้างอาคารจอดรถ ซ้ายมือทางเข้าหอสมุด), สระมณีรัตนา (บริเวณเทเลทับบี้ ตรงข้ามอาคารเอกประสงค์), สระบรมดิลก (ตรงข้ามคณะแพทยศาสตร์), สระสุริโยทัย (พื้นที่หอพักนิสิต NU Dorm), สระสองกษัตริย์ (บริเวณหอพระเทพรัตน์) และ สระสุพรรณกัลยา (ข้างสระว่ายน้ำสุพรรณกัลยา) ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นศักยภาพสำคัญในการพัฒนาระบบพลังงานสะอาดในอนาคต

การใช้พลังงานจาก แสงอาทิตย์ ทั้งในรูปแบบ Floating PV และ Solar Rooftop ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าของมหาวิทยาลัย แต่ยังลดการพึ่งพาพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ส่งผลให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่มุ่งเน้นการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

นอกจากนี้ การนำเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนเข้ามาใช้ในพื้นที่การศึกษา ยังช่วยสร้างแบบอย่างที่ดีให้กับนิสิต บุคลากร และสังคม ช่วยเสริมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงาน การจัดการทรัพยากร และความสำคัญของการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด ซึ่งเป็นทิศทางสำคัญต่อการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การเดินหน้าโครงการนี้ยังเป็นการวางรากฐานสู่การขยายศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียนในอนาคต ทั้งในด้านการวิจัย การเรียนการสอน และการพัฒนาพื้นที่ของมหาวิทยาลัยนเรศวรให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้าน พลังงานสะอาดและเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่สามารถรองรับการเติบโตของสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ม.นเรศวร เดินหน้าติดตั้งโซลาร์เซลล์และโซลาร์ลอยน้ำ ชูพลังงานสะอาดสู่มหาวิทยาลัยสีเขียว

วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม 2568 มหาวิทยาลัยนเรศวร เดินหน้าพัฒนาระบบพลังงานภายในองค์กรอย่างต่อเนื่อง ด้วยการดำเนินการติดตั้ง แผงโซลาร์เซลล์ บนหลังคาอาคารต่าง ๆ และ แผงโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ (Floating Solar Panel) บนพื้นที่สระสุริโยทัย ภายในเขตหอพักนิสิต NU Dorm เพื่อยกระดับการบริหารจัดการพลังงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

โครงการดังกล่าวตอกย้ำความมุ่งมั่นในการส่งเสริมการใช้ พลังงานสะอาด อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ลอยน้ำมากกว่า 3,200 แผ่น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนงานระยะแรกที่มุ่งผลิตไฟฟ้ารวมกว่า 12 เมกะวัตต์ ควบคู่ไปกับการติดตั้งระบบ Solar Rooftop บนอาคารเรียนและอาคารปฏิบัติการต่าง ๆ ทั่วทั้งมหาวิทยาลัย

การเลือกใช้เทคโนโลยี แผงโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าได้อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากผิวน้ำจะช่วยลดอุณหภูมิของแผง ทำให้ระบบทำงานได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดการระเหยของน้ำในบ่อ ซึ่งเป็นการสนับสนุนการบริหารจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติ อย่างคุ้มค่า ลดการใช้พื้นที่บนดิน และไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อกิจกรรมอื่น ๆ ภายในมหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยนเรศวรมีพื้นที่แหล่งน้ำรวมกว่า 225 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 16.24 ของพื้นที่ทั้งหมด ซึ่งถือเป็นศักยภาพที่สำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียน โดยแหล่งน้ำสำคัญ อาทิ สระเอกกษัตรี สระมณีรัตนา สระบรมดิลก สระสุริโยทัย สระสองกษัตริย์ และสระสุพรรณกัลยา ล้วนเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ในการผลิตพลังงานทางเลือกที่สามารถสร้างความสมดุลระหว่างการใช้พื้นที่ภูมิทัศน์และการผลิตไฟฟ้า

การประยุกต์ใช้พลังงานจาก แสงอาทิตย์ ทั้งในรูปแบบ Floating PV และ Solar Rooftop ไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าของมหาวิทยาลัยได้อย่างมหาศาล แต่ยังเป็นการลดการพึ่งพาพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการลดการปล่อย ก๊าซเรือนกระจก และคาร์บอนไดออกไซด์ สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ โลกในระยะยาว

มหาวิทยาลัยได้วางแผนบูรณาการ ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ เข้ากับระบบบริหารจัดการพลังงานในอาคาร เพื่อติดตามและควบคุมภาระโหลดไฟฟ้าแบบเรียลไทม์ การผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานทางเลือกนี้ช่วยลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน ในระยะยาว ทำให้สามารถนำงบประมาณที่ประหยัดได้ไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาคม

ม.นเรศวร นำเสนอแนวทางรองรับพลังงานหมุนเวียนในระบบไฟฟ้าไทย ณ การประชุม East Asia Summit New Energy Forum

วันอังคารที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มาลินี แก้วปัญหา ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พรทิพย์ เม่นสิน อาจารย์ประจำ SGtech มหาวิทยาลัยนเรศวร เข้าร่วมการประชุม The 11th East Asia Summit New Energy Forum ระหว่างวันที่ 11–12 พฤศจิกายน 2568 ณ เมืองคุนหมิง สาธารณรัฐประชาชนจีน

ในการประชุม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มาลินี แก้วปัญหา นำเสนอหัวข้อ “Assessment report of future impacts and mitigation measures of high VRE share in Thailand distribution grid” ซึ่งกล่าวถึงการประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นเมื่อระบบจำหน่ายไฟฟ้าของประเทศไทยมีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนแบบแปรผันเพิ่มสูงขึ้น ตลอดจนแนวทางลดผลกระทบที่เกี่ยวข้อง

พลังงานหมุนเวียนแบบแปรผัน หรือ Variable Renewable Energy (VRE) หมายถึงพลังงานจากแหล่งผลิตที่ปริมาณไฟฟ้าขึ้นอยู่กับสภาพธรรมชาติ เช่น แสงอาทิตย์และลม การเพิ่มสัดส่วนพลังงานประเภทนี้ในระบบไฟฟ้าจึงต้องพิจารณาทั้งศักยภาพในการผลิตและความสามารถของระบบในการรองรับความผันผวน เพื่อให้ประชาชนและภาคส่วนต่าง ๆ ใช้ไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง

การนำเสนอประเด็นดังกล่าวช่วยแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับ เสถียรภาพของระบบจำหน่ายไฟฟ้า และการเตรียมความพร้อมสำหรับการใช้พลังงานหมุนเวียนในอนาคต ข้อมูลจากการประเมินผลกระทบสามารถใช้ประกอบการพิจารณาแนวทางบริหารจัดการระบบไฟฟ้า เมื่อการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนมีบทบาทมากขึ้น

ภายหลังการประชุม คณะผู้เข้าร่วมจากมหาวิทยาลัยนเรศวรได้เยี่ยมชม ฟาร์มกังหันลมของ CGN New Energy Holdings Co., Ltd. เพื่อศึกษาการดำเนินงานและแนวปฏิบัติด้านพลังงานหมุนเวียน การเยี่ยมชมพื้นที่จริงช่วยให้เห็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีผลิตไฟฟ้าจากลม และเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้ปฏิบัติงานในภาคพลังงาน

การเข้าร่วมประชุมและศึกษาดูงานครั้งนี้สนับสนุนการเชื่อมโยง งานวิจัยด้านพลังงาน กับประสบการณ์การดำเนินงานในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเด็นการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนควบคู่กับการรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศไทย

การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในระดับภูมิภาคยังช่วยเปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัยนเรศวรพัฒนาความร่วมมือทางวิชาการด้าน พลังงานหมุนเวียนและการลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ เพื่อนำความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดการศึกษาและวิจัย ตลอดจนสนับสนุนแนวทางการใช้พลังงานอย่างยั่งยืนในอนาคต

ม.นเรศวร ลุยติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ มุ่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดและลดก๊าซเรือนกระจกอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม 2568 รองศาสตราจารย์ ดร.พนัส นัถฤทธิ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีสารสนเทศ พร้อมด้วย นายรุ่งรัตน์ พระนาค ผู้อำนวยการกองอาคารสถานที่ และคณะ ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) บริเวณดาดฟ้า หลังคาอาคาร และพื้นที่รอบสระสุริโยทัย ภายในมหาวิทยาลัยนเรศวร เพื่อผลิตพลังงานสะอาดสำหรับใช้ภายในมหาวิทยาลัย

การดำเนินโครงการดังกล่าวสะท้อนความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยในการส่งเสริมพลังงานสะอาดและพลังงานทดแทน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมยกระดับมหาวิทยาลัยสู่การเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียว (Green University) และมหาวิทยาลัยที่ขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งภายในมหาวิทยาลัยจะช่วยเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนในการดำเนินงานขององค์กร สนับสนุนการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุนด้านพลังงานไฟฟ้าในระยะยาว และเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานของมหาวิทยาลัย ควบคู่กับการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด

นอกจากการใช้ประโยชน์ด้านพลังงานแล้ว โครงการยังมุ่งเน้นการ ปรับปรุงอาคารเดิม ให้มีประสิทธิภาพพลังงานสูงขึ้น เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดสอดคล้องกับเกณฑ์การประหยัดพลังงาน และลดการสูญเสียพลังงานภายในอาคารอย่างเป็นรูปธรรม

โครงการนี้ยังทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านพลังงานสะอาดและการจัดการสิ่งแวดล้อม สำหรับนิสิต คณาจารย์ และนักวิจัย โดยสามารถนำข้อมูลจากระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ในการศึกษา วิเคราะห์ และพัฒนาองค์ความรู้ด้านพลังงานหมุนเวียน การอนุรักษ์พลังงาน และการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อยกระดับการเรียนการสอนและการวิจัยของมหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยนเรศวรยังให้ความสำคัญกับการบูรณาการองค์ความรู้และการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายวิชาการ เพื่อแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี นวัตกรรม และแนวปฏิบัติที่ดีด้านพลังงานสะอาด ตลอดจนร่วมกันพัฒนาแนวทางการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความร่วมมือเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

การขับเคลื่อนโครงการ พลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์ ของมหาวิทยาลัยนเรศวร แสดงให้เห็นถึงการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการพลังงาน ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสร้างต้นแบบมหาวิทยาลัยที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาดเพื่อประโยชน์ของสังคมและประเทศในระยะยาว

ม.นเรศวร ขานรับนโยบายรัฐ เดินหน้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน มุ่งสู่ Net Zero 2050

วันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2568 มหาวิทยาลัยนเรศวร ขานรับและยึดตามแนวนโยบายของรัฐบาลรวมถึง กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม อย่างเป็นรูปธรรม โดยเดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์องค์กรเพื่อตอบสนองต่อวาระแห่งชาติว่าด้วยการจัดการวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ทั้งนี้เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

การขับเคลื่อนดังกล่าวสอดรับกับทิศทางการบริหารประเทศ ซึ่งระบุถึงมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ที่นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เปิดเผยถึงการเห็นชอบต่อร่างเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด ฉบับที่ 2 หรือ NDC 3.0 นโยบายนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเร่งรัดเป้าหมาย Net Zero ให้สำเร็จเร็วขึ้นถึง 15 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับเส้นทางควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ตามนโยบายข้อ 13 ของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ที่มุ่งเน้นการผลักดัน สังคมคาร์บอนต่ำ

เป้าหมายหลักของการยกระดับสู่ NDC 3.0 คือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ถึงร้อยละ 47 ภายในปี ค.ศ. 2035 เมื่อเทียบกับฐานปี ค.ศ. 2019 โดยครอบคลุมหลากหลายภาคส่วนที่ต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน ทั้งภาคพลังงาน ภาคการขนส่ง ภาคกระบวนการอุตสาหกรรม และภาคการจัดการของเสีย การกำหนดเป้าหมายที่ท้าทายนี้ตอกย้ำถึงความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อรับมือกับสภาวะโลกเดือดที่กำลังส่งผลกระทบในวงกว้าง

ในฐานะสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำ มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้บูรณาการเป้าหมายระดับชาติดังกล่าวเข้าสู่การบริหารจัดการภายในองค์กรอย่างเต็มรูปแบบ โดยให้ความสำคัญกับการจัดการทรัพยากรอย่างชาญฉลาด การเพิ่มพื้นที่สีเขียว และการบริหารจัดการของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ การดำเนินการเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นการสร้างต้นแบบ สถาบันการศึกษาสีเขียว ที่พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างจิตสำนึกที่ดีให้แก่นิสิตและบุคลากร

ความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากปราศจาก เครือข่ายความร่วมมือ ที่แข็งแกร่ง จึงเกิดการทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการระหว่างสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่น การผนึกกำลังในครั้งนี้มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนทรัพยากร นวัตกรรม และเทคโนโลยี เพื่อร่วมกันออกแบบทิศทางและแนวทางแก้ปัญหาที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ พร้อมทั้งนำไปปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม

สถาบันการศึกษายังคงมุ่งมั่นรับบทบาทสำคัญในการเป็นแหล่งบ่มเพาะนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยสนับสนุนให้เกิดการวิเคราะห์ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมเชิงลึก เพื่อนำมาตรการต่างๆ ไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนและการบริหารงาน พร้อมทั้งส่งเสริมต่อยอดสู่งานวิจัยเชิงพาณิชย์ เพื่อให้เกิดการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมเหล่านั้นไปสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนธุรกิจยั่งยืน และสามารถนำไปใช้งานได้จริงในภาคอุตสาหกรรม

การก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญในการพลิกวิกฤตสิ่งแวดล้อมให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม การตระหนักรู้และร่วมกันลงมือทำอย่างจริงจังของทุกภาคส่วนตั้งแต่วันนี้ จะช่วยปูทางให้ประเทศไทยสามารถเร่งขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 ได้อย่างเต็มศักยภาพ พร้อมทั้งส่งมอบสภาพแวดล้อมที่สมดุลและคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่อนุชนรุ่นหลังต่อไป

ม.นเรศวร จัดกิจกรรม “PLANET LOVING ZONE” สร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ที่ 26 กันยายน 2568 คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จัดกิจกรรม “PLANET LOVING ZONE พื้นที่นี้รักษ์โลก” เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และสร้างความตระหนักด้าน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ผ่านกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้นิสิต บุคลากร และประชาชนทั่วไปได้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ณ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

ภายในงานมีการจัด นิทรรศการด้านโลกร้อนและสิ่งแวดล้อม ถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับสาเหตุ ผลกระทบ และแนวทางการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมนำเสนอแนวทางการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ทรัพยากรในชีวิตประจำวัน เพื่อสร้างความเข้าใจและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

กิจกรรมยังประกอบด้วย ร้านค้ากว่า 16 ร้าน ที่ร่วมสนับสนุนแนวคิดการบริโภคอย่างรับผิดชอบ โดยนำเสนอสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่คำนึงถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดการสร้างของเสีย และสนับสนุนการใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยสร้างความตระหนักถึงบทบาทของผู้บริโภคในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมผ่านการเลือกซื้อและการใช้สินค้าอย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเกมและกิจกรรมสร้างสรรค์ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ เสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากร การลดขยะ การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

มหาวิทยาลัยนเรศวรให้ความสำคัญกับการบูรณาการ องค์ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม การเรียนการสอน และการบริการวิชาการ เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างคณะ หน่วยงานภายในมหาวิทยาลัย ภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน ในการร่วมกันพัฒนากิจกรรมและแนวปฏิบัติที่ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน และสร้างสังคมที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

กิจกรรม PLANET LOVING ZONE ยังเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้นิสิต บุคลากร และผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนแนวคิดและประสบการณ์ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างแรงบันดาลใจในการนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ตลอดจนส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการลดของเสีย การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยนเรศวรในการสร้าง สังคมที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ผ่านการส่งเสริมความรู้ การมีส่วนร่วม และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านการบริโภคและการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ เพื่อร่วมกันลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกมิติ

ม.นเรศวร จัดบรรยายพิเศษกฎหมายสิ่งแวดล้อม มุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

วันพุธที่ 17 กันยายน 2568 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จัดกิจกรรมบรรยายพิเศษ หัวข้อ “กฎหมายสิ่งแวดล้อมกับการพัฒนาที่ยั่งยืน : กรณีศึกษามาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า” ณ ห้อง 2-311 อาคารเรียนปราบไตรจักร 2 มหาวิทยาลัยนเรศวร เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และเปิดมุมมองด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อมให้แก่นิสิตหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 4

การบรรยายครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.สุรศักดิ์ บุญเรือง อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง เป็นวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ โดยกิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการเรียนการสอนในรายวิชา กฎหมายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ที่มุ่งบูรณาการองค์ความรู้ทางกฎหมายเข้ากับสถานการณ์และประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน

เนื้อหาการบรรยายให้ความสำคัญกับการรับมือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านบทบาทของกฎหมายและนโยบายสาธารณะ โดยยกกรณีศึกษา อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาด ซึ่งมีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของมาตรการทางกฎหมายในการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจที่ควบคู่กับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม

อีกประเด็นสำคัญคือการสร้าง สถาบันที่เข้มแข็ง และกระบวนการยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ การออกแบบกฎหมายและมาตรการกำกับดูแลจำเป็นต้องมีความโปร่งใส เป็นธรรม และสามารถบังคับใช้ได้จริง เพื่อคุ้มครองสิทธิของทุกภาคส่วน ทั้งภาคธุรกิจ ประชาชน และสังคมโดยรวม

นอกจากการเรียนรู้หลักนิติธรรมแล้ว กิจกรรมยังเปิดโอกาสให้นิสิตได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและวิเคราะห์บทบาทของกฎหมายในการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ พร้อมทั้งทำความเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างกฎหมาย สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และนโยบายสาธารณะ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืนในอนาคต

การบรรยายครั้งนี้ช่วยเสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์และการประยุกต์ใช้องค์ความรู้ทางกฎหมาย เพื่อให้นิสิตสามารถประเมินผลกระทบของมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและนโยบายภาครัฐได้อย่างรอบด้าน ตระหนักถึงบทบาทของนักกฎหมายในการสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม และการสร้างความเป็นธรรมให้แก่สังคม

การดำเนินกิจกรรมของคณะนิติศาสตร์ในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยนเรศวรในการผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ ความรับผิดชอบต่อสังคม และตระหนักถึงความสำคัญของกฎหมายในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างสมดุล โดยใช้องค์ความรู้ทางกฎหมายเป็นเครื่องมือสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม และการสร้างสังคมที่ยั่งยืนสำหรับคนรุ่นปัจจุบันและอนาคต

ม.นเรศวร จัดโครงการ “Plane Loving Zone พื้นที่นี้รักษ์โลก” ปลูกจิตสำนึกการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและใส่ใจสิ่งแวดล้อม

วันศุกร์ที่ 26 กันยายน 2568 คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จัดโครงการ “Plane Loving Zone พื้นที่นี้รักษ์โลก” โดยได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.นิทรา กิจธีระวุฒิวงษ์ คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม ซึ่งจัดขึ้น ณ โถงสโมสรนิสิต คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสร้างจิตสำนึกด้านการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบให้แก่นิสิต

โครงการดังกล่าวจัดขึ้นโดย นิสิตสาขาอนามัยสิ่งแวดล้อม ชั้นปีที่ 3 ภายใต้แนวคิดการสร้างพฤติกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมผ่านกิจกรรมที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน โดยมุ่งเน้นการสร้างความตระหนักถึงบทบาทของทุกคนในการร่วมดูแลทรัพยากรธรรมชาติและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ภายในกิจกรรมมีการให้ความรู้เกี่ยวกับ การลดการใช้พลังงาน การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และการลดการเกิดของเสีย เพื่อส่งเสริมให้นิสิตเห็นความสำคัญของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน อันเป็นจุดเริ่มต้นของการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

กิจกรรมยังเปิดโอกาสให้นิสิตได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเรียนรู้แนวทางการจัดการสิ่งแวดล้อมร่วมกัน ผ่านการมีส่วนร่วมในการเสนอแนวคิดและแนวปฏิบัติที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ทั้งในมหาวิทยาลัยและในชีวิตประจำวัน ซึ่งช่วยเสริมสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

การดำเนินโครงการครั้งนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของคณะสาธารณสุขศาสตร์ที่มุ่งเป็น สถาบันการศึกษาด้านสาธารณสุขชั้นนำ ที่นำความรู้สู่การพัฒนาสุขภาวะชุมชน และขับเคลื่อนการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยบูรณาการองค์ความรู้ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมเข้ากับการพัฒนาพฤติกรรมและการมีส่วนร่วมของนิสิตในการดูแลสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ โครงการยังสะท้อนถึงการสร้าง วัฒนธรรมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ภายในมหาวิทยาลัย ผ่านความร่วมมือระหว่างคณาจารย์ บุคลากร และนิสิต ในการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า การลดการใช้พลังงาน และการลดปริมาณของเสีย ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การจัดโครงการ “Plane Loving Zone พื้นที่นี้รักษ์โลก” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยนเรศวรในการปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่นิสิต ส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ และสร้างการมีส่วนร่วมในการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดของเสีย และลดการใช้พลังงาน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสู่การเป็นองค์กรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

Sustainability

NARESUAN UNIVERSITY

Solverwp- WordPress Theme and Plugin