ม.นเรศวร เดินหน้าสู่พลังงานสะอาด จับมือเอกชนติดตั้งระบบโซลาร์ 12 MWp หนุนเป้าหมายคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์

วันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน 2567 มหาวิทยาลัยนเรศวร ร่วมกับ บริษัท เพาเวอร์ซิสเต็มส์แอนด์โซลูชั่นส์ จำกัด จัดพิธีลงนามสัญญาโครงการติดตั้งและให้บริการระบบผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับจำหน่ายกระแสไฟฟ้า โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ศรินทร์ทิพย์ แทนธานี รักษาราชการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยนเรศวร พร้อมคณะผู้บริหาร และนายนครินทร์ ไทรงามสถิต กรรมการบริษัทฯ เข้าร่วมพิธี ณ ห้องนเรศวร 310 อาคารสำนักงานอธิการบดี ชั้น 3 มหาวิทยาลัยนเรศวร

โครงการดังกล่าวเป็นก้าวสำคัญของมหาวิทยาลัยนเรศวรในการขับเคลื่อนสู่การใช้ พลังงานสะอาด และ พลังงานยั่งยืน โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสนับสนุนนโยบายการใช้พลังงานทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ตามสัญญา การติดตั้งระบบผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์มีขนาดกำลังติดตั้งรวม 12 MWp ซึ่งสามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 20 ล้านหน่วยต่อปี และคาดว่าจะช่วยมหาวิทยาลัยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานตลอดอายุสัญญาลงได้กว่า 395,100,919 บาท ถือเป็นการลงทุนที่ตอบโจทย์ทั้งด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม

บริษัท เพาเวอร์ซิสเต็มส์แอนด์โซลูชั่นส์ จำกัด จะเป็นผู้ดำเนินการสำรวจ ออกแบบ ติดตั้ง และบำรุงรักษาระบบผลิตไฟฟ้าตลอดระยะเวลาโครงการ 12 ปี เพื่อให้ระบบดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพสูงสุด ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นในความมั่นคงทางพลังงานของมหาวิทยาลัย

การดำเนินโครงการนี้ไม่เพียงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังเป็นส่วนสำคัญในการบรรลุเป้าหมายการเป็นมหาวิทยาลัยที่ใช้ พลังงานยั่งยืน และเดินหน้าสู่ความเป็น มหาวิทยาลัยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านพลังงานและการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

โครงการดังกล่าวยังเป็นตัวอย่างที่ดีของ การมีส่วนร่วม ระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคเอกชน ในการบูรณาการความรู้ เทคโนโลยี และทรัพยากร เพื่อสร้างนวัตกรรมด้านพลังงานสะอาด ที่สามารถขยายผลและเป็นต้นแบบให้กับหน่วยงานอื่น ๆ ต่อไป

มหาวิทยาลัยนเรศวรตอกย้ำบทบาทในการเป็นผู้นำด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผ่านการลงทุนในระบบ พลังงานสะอาด และการสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย เพื่อผลักดันเป้าหมายการลดโลกร้อน และสร้างสังคมที่พร้อมปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต