ผนึกกำลัง 8 มหาวิทยาลัยไทย ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย (Research University Network : RUN) เพื่อสร้างงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีผลกระทบสูงสู่การตอบโจทย์สำคัญของประเทศ

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2566 รองศาสตราจารย์ ดร.ศรินทร์ทิพย์ แทนธานี รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวร พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.กรกนก อิงคนินันท์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม เข้าร่วมพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย (Research University Network : RUN) ระหว่าง 8 มหาวิทยาลัย ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ มหาวิทยาลัยนเรศวร ณ ห้องประชุม The Brick X อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่

เครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย หรือ RUN (Research University Network : RUN) เกิดขึ้นเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็ง ในการวิจัย พัฒนาศักยภาพ สร้างขีดความสามารถทางการศึกษา การวิจัยและพัฒนาของประเทศสู่ภูมิภาค ภายใต้แนวคิดด้วยความจริงใจ ความเท่าเทียม และมุ่งสู่ความเป็นเลิศ (Sincerely, Equally, Excellently) โดยสร้างงานวิจัยจากโจทย์วิจัยที่มีความสำคัญต่อประเทศ ภูมิภาคและของโลกเป็นตัวตั้ง ด้วยความมุ่งมั่นว่างานวิจัยดังกล่าวจะตอบสนอง และเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาในอนาคต อีกทั้งจะเป็นศูนย์กลางการสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาประเทศและภูมิภาคอาเซียน ภายใต้กรอบแนวความคิดการร่วมมือกันคือ การแบ่งปันทรัพยากรในการวิจัย (resource sharing) โดยเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย มุ่งพัฒนางานวิจัย ใน 7 คลัสเตอร์ คือ พลังงาน อาหารและน้ำ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ วัสดุศาสตร์ สุขภาพ อาเซียนศึกษา และโลจิสติกส์ มีการแบ่งปันทรัพยากรในการวิจัย อาจารย์และนักวิจัย นิสิตนักศึกษาทุกระดับจนถึงหลังปริญญาเอก (Postdoc) เครื่องมือวิจัย การแลกเปลี่ยนประสบการณ์และวิธีการบริหารงานวิจัย และร่วมกันสร้างโครงการวิจัยและวิเคราะห์ปัญหางานวิจัยร่วมกัน โดยมหาวิทยาลัยนเรศวรรับผิดชอบคลัสเตอร์โลจิสติกส์ เพื่อรวบรวมนักวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญมาร่วมกันทำงานวิจัย รวมถึงแลกเปลี่ยนทรัพยากรด้านการวิจัยร่วมกันเพื่อสร้างผลงานวิจัยที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศต่อไป

ที่มา: สำนักงานบริหารงานวิจัย ม.เชียงใหม่

ม.นเรศวร ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงฯ เครือข่ายประกันคุณภาพด้านสถาปัตยกรรม

เมื่อวันที่ 2-3 กุมภาพันธ์ 2566 อาจารย์วราภรณ์ ยูงหนู หัวหน้าภาควิชาดนตรี พร้อมด้วย ดร.ภูริตา เรืองจิรยศ อาจารย์วรวิทย์ ทองเนื้ออ่อน อาจารย์ประจำภาควิชาศิลปะการแสดง คุณรัตนาภรณ์ กุลจันทร์ เจ้าหน้าที่สังกัดภาควิชาดนตรีและภาควิชาศิลปะการแสดง และ คุณวิไลพร ชอบคุณ ผู้รับผิดชอบงานประกันคุณภาพการศึกษา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร เข้าร่วมประชุมสัมมนาโครงการประชุมสัมมนาเครือข่ายการประกันคุณภาพการศึกษาของกลุ่มสถาบันอุดมศึกษาทางด้านสถาปัตยกรรม ศิลปกรรมและการออกแบบ ณ ห้องประชุมโพธิพุทธ อาคารเรียนรวมและศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีเพื่ออนุรักษ์ภูมิปัญญาล้านนา (เจ็ดยอด) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา จังหวัดเชียงใหม่ โดยได้มีการร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเครือข่ายประกันคุณภาพการศึกษาของกลุ่มสถาบันอุดมศึกษาทางด้านสถาปัตยกรรม ศิลปกรรมและการออกแบบ 7 สถาบันการศึกษา 10 คณะวิชา ได้แก่
1.คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
2.คณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
3.คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
4.คณะสถาปัตยกรรม ศิลปกรรมและการออกแบบ มหาวิทยาลัยนเรศวร
5.คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
6.คณะศิลปกรรมและสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา
7.คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
8. คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
9.คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
10.คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

การร่วมมือตามข้อตกลงความร่วมมือนี้ สถาบันการศึกษา คณะวิชาทุกแห่งตกลงให้มีกำหนดระยะเวลา 3 ปี ในการร่วมกันพัฒนา ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการประกันคุณภาพการศึกษากลุ่มสถาบันอุดมศึกษาทางด้านสถาปัตยกรรม ศิลปกรรมและการออกแบบ ตลอดจนเสริมสร้างศักยภาพองค์กรโดยใช้ระบบการประกันคุณภาพภายในของสถาบันการศึกษาเป็นกลไกขับเคลื่อนและสร้างเครือข่ายการปฏิบัติงานของคณาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษา ด้านการประกันคุณภาพการศึกษาระหว่างสถาบัน

ที่มา: คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร Faculty of Humanities NU

ม.นเรศวร เป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรม SECRA Thailand Workshop ขับเคลื่อนการสร้างความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรม SECRA Thailand Workshop ซึ่งเป็นกิจกรรมภายใต้โครงการ Strengthening University-Enterprise Collaboration for Resilient Communities in Asia หรือที่รู้จักกันในชื่อย่อว่า โครงการ SECRA โดยโครงการนี้ได้รับทุนสนับสนุนจากโปรแกรม Erasmus+ ของ European Union (EU) ซึ่งมีระยะเวลาโครงการ 3 ปี โดยมีวัตถุประสงค์ในการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคเอกชน เพื่อพัฒนาชุมชนที่มีความยืดหยุ่นและสามารถรับมือกับภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2566 รองศาสตราจารย์ ดร.ศรินทร์ทิพย์ แทนธานี รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวร ได้เป็นประธานกล่าวเปิดงาน SECRA Thailand Workshop ซึ่งจัดขึ้น ณ ห้อง EN617 อาคารเรียนรวม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร โดยในงานนี้ได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ คุณ Bill Ho ผู้อำนวยการ ADPC Academy, Asian Disaster Preparedness Center (ADPC) ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็น keynote speaker ในงาน

กิจกรรม SECRA Thailand Workshop นี้มีสมาชิกจากหลายประเทศเข้าร่วม ได้แก่ เอสโตเนีย, อังกฤษ, สวีเดน, ฟิลิปปินส์, ศรีลังกา และ ไทย โดยประเทศไทยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ศรินทร์ทิพย์ แทนธานี รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นหัวหน้าของกลุ่มประเทศไทย (country leader) สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-10 กุมภาพันธ์ 2566 โดยกิจกรรมนี้มุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือในระดับนานาชาติระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคเอกชนในการพัฒนาชุมชนที่มีความยืดหยุ่นต่อภัยพิบัติและสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว

กิจกรรมนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการดำเนินงานที่สอดคล้องกับ SDGs 17: การสร้างความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งเน้นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ภาครัฐ และภาคเอกชนในระดับนานาชาติ เพื่อตอบสนองต่อความท้าทายในการพัฒนาชุมชนที่มีความยืดหยุ่น โดยเฉพาะในด้านการเตรียมความพร้อมและการรับมือกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นทั่วโลก โครงการ SECRA จึงเป็นการแสดงถึงความร่วมมือที่สำคัญในการพัฒนาแนวทางการจัดการภัยพิบัติอย่างยั่งยืน ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับนานาชาติ

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยนเรศวรในการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในการวิจัยและพัฒนา เพื่อพัฒนาชุมชนให้สามารถรับมือกับความเสี่ยงต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นการส่งเสริมเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยเฉพาะ SDGs 17: การสร้างความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และยังมีการพัฒนาความสามารถของนักวิจัยและบุคลากรในมหาวิทยาลัยในการทำงานร่วมกับพันธมิตรจากต่างประเทศเพื่อพัฒนากลยุทธ์ที่สามารถนำไปใช้ได้ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงจากภัยพิบัติ

การมีส่วนร่วมของมหาวิทยาลัยนเรศวรในโครงการ SECRA เป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงการศึกษาและการวิจัยในระดับสากลกับการพัฒนาท้องถิ่น เพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้กับชุมชนและเสริมสร้างความสามารถในการจัดการกับภัยพิบัติในอนาคต ซึ่งเป็นการสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับโลก

ที่มา: งานประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

ม.นเรศวร ร่วมลงนามเพื่อพัฒนาแผนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับจังหวัดตาก

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2566 รองศาสตราจารย์ ดร.สัมฤทธิ์ โม้พวง คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร และนายสาธิต มณฑาทิพย์ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดตาก ร่วมกันลงนามสัญญาในการดำเนินงาน “โครงการการพัฒนาศักยภาพสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด เพื่อพัฒนาแผนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับจังหวัดตาก” เพื่อจัดทำรายงานข้อมูลก๊าซเรือนกระจก และแผนการลดก๊าซเรือนกระจกระดับจังหวัด พร้อมทั้งจัดทำรายงานสภาพการณ์ความเสี่ยง (Risk Profile) จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของจังหวัด ตามแนวทางของแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ และจัดทำแผนปฏิบัติการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับพื้นที่

ที่มา: คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

ม.นเรศวร จัดประชุมจัดทำแผนงานและงบประมาณโครงการสร้างภูมิคุ้มกันและป้องกันยาเสพติด 2566

ดร.จารุวรรณ แดงบุบผา ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต เป็นประธานการประชุมจัดทำแผนงานและงบประมาณโครงการสร้างภูมิคุ้มกันและป้องกันยาเสพติดในสถาบันอุดมศึกษา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 เมื่อวันพุธที่ 18 มกราคม 2566 ทั้งนี้ มีสถาบันอุดมศึกษาในเขตภาคเหนือตอนล่าง เข้าร่วมจำนวน 16 สถาบัน
—————————–
ณ ห้องประชุมเทาแสด อาคารศูนย์แสดงนิทรรศการ และการจัดประชุมสมเด็จพระนเรศวรมหาราชมหาวิทยาลัยนเรศวร
อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

ที่มา: กองกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยนเรศวร

ม.นเรศวร จัดโครงการบูรณาการ ร่วมมือท้องถิ่นพัฒนาชุมชนสู่ความยั่งยืน

มหาวิทยาลัยนเรศวรได้ดำเนินงานด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG 17) ด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและชุมชนท้องถิ่น ผ่านกิจกรรมโครงการบูรณาการการมีส่วนร่วมสู่การพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืน ปีที่ 3 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-22 มกราคม 2566 ณ โรงเรียนวัดโพทะเล อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร

ในปีนี้ สภานิสิตมหาวิทยาลัยนเรศวรร่วมกับองค์กรกิจกรรมนิสิตส่วนกลางทั้ง 5 ด้าน ได้จัดกิจกรรมหลากหลายประเภทที่ช่วยส่งเสริมการพัฒนาทั้งในด้านวิชาการ กีฬา ศิลปะ คุณธรรม และการบำเพ็ญประโยชน์ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชน โดยได้รับเกียรติจากคุณศิริวรรณ กมลพัฒนะ ผู้อำนวยการกองกิจการนิสิต เป็นประธานเปิดโครงการ และท่านนายกสิทธิศักดิ์ ศรีสง่า นายกเทศมนตรีตำบลโพทะเล รวมถึงท่านผู้อำนวยการธเนศ โกวิทย์ ที่ได้ให้เกียรติกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมกิจกรรม

กิจกรรมภายในโครงการประกอบด้วยการบำเพ็ญประโยชน์ เช่น การปรับปรุงทาสีอุปกรณ์เครื่องเล่นเด็ก, การปรับปรุงสนามวอลเลย์บอล, การจัดทำสนามเปตอง, และการสอนเสริมทักษะกีฬาฟุตบอล นอกจากนี้ยังมีการเสริมทักษะด้านวิชาการ โดยการสอนเสริมวิชา วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาไทย รวมถึงการจัดทำบอร์ดสื่อการเรียนการสอน เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ให้แก่นักเรียน

ในด้านศิลปะ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ร่วมเรียนรู้การร้อง รำ เต้น ในขณะที่กิจกรรมด้านคุณธรรม ได้จัดทำป้ายความรู้สอดแทรกคุณธรรมจริยธรรม เพื่อเสริมสร้างค่านิยมที่ดีในหมู่นักเรียนและชุมชน

โดยในปีนี้ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ม.1 ถึง ม.3 ได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกับพี่ๆ จากมหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งกิจกรรมทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยในการส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนผ่านการร่วมมือกับชุมชนและการสร้างโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนในท้องถิ่น เพื่อพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้นในอนาคต

โครงการนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ มหาวิทยาลัย และชุมชนในการพัฒนาท้องถิ่น โดยเฉพาะในด้านการศึกษาที่มีคุณภาพและการส่งเสริมทักษะที่จำเป็นต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในชุมชน

ที่มา: กองกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยนเรศวร

ม.นเรศวร ร่วม วช. เผย พร้อมส่งสตรอว์เบอร์รีพันธุ์ 89 ออกสู่ตลาดปีหน้า

วันที่ 26 มกราคม 2566 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ผู้ทรงคุณวุฒิ วช. และสื่อมวลชน ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการวิจัยเรื่อง “การวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยีก่อนและหลังเก็บเกี่ยวสตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 89 ในเขตภาคเหนือ” ดำเนินโครงการโดย รองศาสตราจารย์ ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท และคณะนักวิจัย แห่งมหาวิทยาลัยนเรศวร เพื่อคัดเลือกสายพันธุ์ที่มีศักยภาพในการผลิตสารแอนโทไซยานินในสตรอว์เบอร์รี ณ สถานีเกษตรโครงการหลวงทุ่งหลวง อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่

รองศาสตราจารย์ ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท หัวหน้าโครงการฯ กล่าวว่า สตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 89 เป็นพันธุ์ลูกผสมระหว่างสตรอว์เบอร์รีพันธุ์ 329 เป็นสายพันธุ์พ่อและสตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 80 เป็นสายพันธุ์แม่ ซึ่งถูกปรับปรุงพันธุ์ขึ้นในระหว่างปี พ.ศ. 2557 – 2563 ทำให้สตรอว์เบอร์รีสายพันธุ์นี้มีขนาดใหญ่เทียบเท่าสตรอว์เบอร์รีเกาหลี อีกทั้งมีกลิ่นหอม ทนต่อการขนส่ง และมีปริมาณสารแอนโทไซยานินหรือสารต้านอนุมูลอิสระสูง เฉลี่ย 40.83 มิลลิกรัม/100 กรัม สูงกว่าพันธุ์การค้าทั่วไป 1-2 เท่า ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพ ดังนั้น จึงเหมาะแก่การนําไปส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก โดยสายพันธุ์นี้ได้รับพระราชทานนามว่า “สตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 89” ในปี พ.ศ. 2565 ที่ผ่านมา

ที่มา: เทคโนโลยีเกษตร

ม.นเรศวร ร่วมกับเทศบาลนครพิษณุโลก จับมือ สสส. จัดกิจกรรมสุขกลางเมือง เรื่องแรงบันดาลใจในวัยเยาว์

วันนี้(16 ม.ค.)เทศบาลนครพิษณุโลก ร่วมกับกลุ่มลานละมุน สภาเด็กและเยาวชนเทศบาลนครพิษณุโลก เครือข่าย Young Phitsanulok Forum กลุ่มพิดโลกจัดเต็ม เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน (ขสย.) มูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว เครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคเหนือตอนล่าง มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม วิทยาลัยอาชีวศึกษาพิษณุโลก วิทยาลัยเทคนิคพิษณุโลก สำนักงานสาธารณสุข จ.พิษณุโลก สรรพสามิตพื้นที่พิษณุโลก บ้านพักเด็กและครอบครัว จ.พิษณุโลก วัฒนธรรม จ.พิษณุโลก และสถานีตำรวจภูธรเมืองพิษณุโลก ร่วมจัดกิจกรรมเนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2566 ภายใต้แนวคิด สุขกลางเมือง : เรื่องแรงบันดาลใจในวัยเยาว์ ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ภายในงานมีการแสดงจากกลุ่มเด็กเยาวชน การออกบูธกิจกรรม การแสดงจากศิลปิน และการเสวนาในหัวข้อ “เด็กไม่เคยเป็นผู้ใหญ่ ร่วมปลูกดอกไม้ให้เมืองสองแคว”

ดร.เปรมฤดี ชามพูนท นายเทศมนตรีนครพิษณุโลก กล่าวว่า เทศบาลนครพิษณุโลกเห็นความสำคัญของการสร้างพื้นที่ปลอดภัย สร้างสรรค์ ให้ประชาชนในพื้นที่ด้วยการผลักดันให้เกิดสวนสาธารณะ สวนสุขภาพถึงสามแห่งในเขตเทศบาล โดยหวังให้ประชาชนได้ใช้เป็นที่พักผ่อน ออกกำลัง และให้เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้พิการได้ใช้เป็นสถานที่ทำกิจกรรมที่สนใจ

“เทศบาลในฐานะเป็นผู้ดูแล ผู้จัดการเมือง พยายามจัดการให้มีพื้นที่สำหรับคนทุกกลุ่ม การมีสวนสาธารณะเป็นทางเลือกแต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด กลุ่มเด็กและเยาวชน เป็นอีกกลุ่มที่เราให้ความสนใจ ยอมรับว่าในช่วงแรกผู้ใหญ่อย่างเราไม่สามารถสื่อสารถึงความต้องการที่แท้จริงของเด็กได้ แต่หลังเกิดการมีสภาเด็กและเยาวชนเทศบาลนครพิษณุโลกทำให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้เทศบาลได้ทราบถึงความต้องการที่แท้จริงของเยาวชนทั้งเรื่องกีฬาเอ็กซ์ตรีม อีสปอร์ต คอสเพลย์ หรือกิจกรรมสร้างสรรค์อื่น ๆ ทำให้เทศบาลสามารถสนับสนุนทั้งพื้นที่ อุปกรณ์ หรือมีแนวนโยบายที่ตรงกับความต้องการของเยาวชนได้มากขึ้น” ดร.เปรมฤดี กล่าว

นายจักรภัทร ชูสกุลพัฒนา ผู้ประสานงานเยาวชน YSDN พิษณุโลก ตัวแทนคณะผู้จัดงาน กล่าวว่า ตนและเพื่อน ๆ อยากเห็นจังหวัดพิษณุโลกและทุกจังหวัดมีพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้แด็ก เยาวชน ได้เข้าถึงและใช้ประโยชน์ มีพื้นที่ในการแสดงออกซึ่งความสามารถ ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และอยากให้ภาครัฐสนับสนุน การจัดกิจกรรมเนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2566 ภายใต้ชื่องานสุขกลางเมือง : เรื่องแรงบันดาลใจในวัยเยาว์ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกเพื่อส่งเสริมและพัฒนาเด็กและเยาวชน ส่งเสริมให้เกิดพื้นที่สร้างสรรค์ เกิดการเรียนรู้ในเด็กและเยาวชนจังหวัดพิษณุโลก ทั้งพื้นที่กายภาพ พื้นที่ความคิด พื้นที่สร้างสรรค์ และยั่งยืน โดยเหตุผลที่เลือกใช้สวนกลางเมืองพิษณุโลกเป็นสถานที่จัดงานเนื่องจากเป็นสวนสาธารณะที่เป็นสถานที่ห้ามดื่ม ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และห้ามสูบบุหรี่ตามกฎหมาย มีความปลอดภัย

“ผู้ใหญ่ทุกภาคส่วนในสังคมควรจะปรับมุมมองที่ว่า หาเพชรในตม เพราะเราไม่จำเป็นต้องไปหาเพชรในตม เพียงแค่ปรับสภาพตมให้มีสภาพแวดล้อมที่ดี และตมก็จะสร้างเพชรขึ้นมาได้ ภายใต้ความเชื่อที่ว่า ถ้าสภาพแวดล้อมดี คนก็จะดีตามไปด้วย” นายจักรภัทร กล่าว

นางสาวศิวรินทร์ พูลวงษ์ (วรินทร์) ศิลปินแนวเพลงอินดี้ กล่าวว่าในฐานะที่ตนเป็นศิลปินรุ่นใหม่ และเป็นผู้ปกครองที่มีลูก อยากเห็นการมีพื้นที่ปลอดภัย และสร้างสรรค์แบบนี้เกิดขึ้นในทุกจังหวัด เพราะนอกจากจะเป็นพื้นที่ให้ทุกคนในครอบครัว สามารถทำกิจกรรมร่วมกันเกิดความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวแล้ว ยังเป็นพื้นที่ที่ให้เด็กได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข การได้ออกไปทำกิจกรรมดี ๆ ในพื้นที่ดี ๆ จะทำให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน

​ด้าน นางทิชา ณ นคร ผู้อำยวนการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน(ชาย)บ้านกาญจนาภิเษก และที่ปรึกษามูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว กล่าวว่า เด็กจำนวนมากในประเทศนี้อยู่ในครอบครัวที่ต้องดิ้นรนหาเลี้ยงชีพ ไม่มีเวลามากพอที่จะส่งเสริมให้เด็กได้มีทักษะชีวิตที่สามารถนำพาตัวเองให้รอดพ้นจากปัญหาสังคมที่เข้ามาคุกคามในหลายมิติ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาล หน่วยงานภาครัฐ ที่ต้องส่งเสริมให้เกิดพื้นที่สร้างสรรค์ กิจกรรมสร้างสรรค์ ที่ทุกคนต้องเข้าถึงได้โดยง่าย

“เมื่อเด็กไม่เคยเป็นผู้ใหญ่มีก่อน จึงไม่สามารถที่จะจัดการหรือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับตัวเองเหมือนอย่างที่ผู้ใหญ่อยากให้เป็นได้ และถึงแม้ผู้ใหญ่จะเคยเป็นเด็กมาก่อนก็ใช่ว่าจะสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับตัวเด็กได้ทุกเรื่อง การเปิดโอกาสให้เด็กได้เติบโตในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดี จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ทุกฝ่ายต้องให้ความสำคัญโดยเฉพาะรัฐบาล หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง หรือแม้แต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความใกล้ชิดกับประชาชนมากสุด” นางทิชา กล่าว

ที่มา: mgronline

ม.นเรศวร ร่วมจัดงานอบรมเชิงปฏิบัติการ “ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์” บนหลังคา (Solar Rooftop)

วิทยาลัยพลังงานทดแทนและสมาร์ตกริดเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนเรศวร ร่วมกับ สมาคมไฟฟ้าและพลังงานไอทริปเปิลอี (ประเทศไทย) [IEEE Power & Energy Society (Thailand)] จัดงานอบรมเชิงปฏิบัติการ“ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop): นโยบาย ข้อกำหนด การใช้โปรแกรมออกแบบ ติดตั้ง ควบคุมและบำรุงรักษา”

โดยมี รศ.ดร.นิพนธ์ เกตุจ้อย ผู้อำนวยการวิทยาลัยพลังงานทดแทนและสมาร์ตกริดเทคโนโลยี และทีมงาน SGtech ร่วมบรรยายในหัวข้อ“การออกแบบระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ โดยใช้โปรแกรม PVsys” และหัวข้อ dg “การอบรมเชิงปฏิบัติการ การใช้โปรแกรม PVsys สำหรับออกแบบระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์”ในวันที่ 23 มกราคม 2566 ณ ห้อง Arnoma โรงแรมอโนมา แกรนด์ กรุงเทพฯ

ที่มา: วิทยาลัยพลังงานทดแทนและสมาร์ตกริดเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนเรศวร

ม.นเรศวร ร่วมวางแผนหลักบริหารจัดการทรัพยากรน้ำบึงกาฬ

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2565 นายสุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของจังหวัดบึงกาฬ ว่า บึงกาฬเป็นจังหวัดหนึ่งที่ประสบปัญหาภัยแล้ง อุทกภัย และขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคซ้ำซาก สทนช. อยู่ระหว่างดำเนินการโครงการศึกษาแผนบูรณาการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ โดยได้มอบหมายให้มหาวิทยาลัยนเรศวร และกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาดำเนินการศึกษา ทั้งด้านการจัดทำแผนบูรณาการตามสภาพปัญหาพื้นที่ในเชิงลึก จัดทำแผนการพัฒนาบึงหรือหนองน้ำธรรมชาติที่มีศักยภาพของจังหวัดบึงกาฬ และจัดทำรายงานวางโครงการเบื้องต้นที่สำคัญเร่งด่วน ปัจจุบันที่ปรึกษาได้ลงพื้นที่พบปะประชาชนกว่า 5 ครั้ง ผ่านกิจกรรมการประชุมปฐมนิเทศและการประชุมกลุ่มย่อย โดยมีประชาชนเข้าร่วมกว่า 611 คน เพื่อสอบถามความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และนำมาประกอบการจัดทำแผนบูรณาการ (Integrated Master Plan) พร้อมจัดทำแผนการพัฒนาบึงหรือหนองน้ำธรรมชาติที่มีศักยภาพของจังหวัดบึงกาฬ โดยจะดำเนินการศึกษาแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2566

ปัจจุบัน จังหวัดบึงกาฬ มีความต้องการใช้น้ำรวม 92.529 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี โดยมีความต้องการน้ำเพื่อการเกษตรในเขตชลประทาน 0.825 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และนอกเขตชลประทาน 8.494 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ส่วนความต้องการน้ำอุปโภคบริโภคพบว่า ความต้องการน้ำอุปโภคบริโภคในปัจจุบัน 20.274 ล้านลูกบาศก์เมตร ในอนาคต 20 ปีข้างหน้า จังหวัดบึงกาฬจะมีความต้องการใช้น้ำรวม 22.715 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี เพิ่มขึ้น 2.441 ล้านลูกบาศก์เมตร ด้วยเหตุนี้ การพัฒนาแหล่งน้ำของจังหวัดบึงกาฬ จึงเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงของทรัพยากรน้ำในช่วงฤดูแล้ง ผ่านการจัดทำแผนหลักแบบบูรณาการ โดยชุมชนมีส่วนร่วมในการกำหนดรูปแบบการพัฒนา เพื่อเพิ่มศักยภาพในการกักเก็บน้ำเพื่อการเกษตร อุปโภคบริโภค การประปา และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของชุมชน ในช่วง 16 ปีที่ผ่านมา จังหวัดบึงกาฬมีพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วมทั้งหมดเท่ากับ 880.27 ตร.กม. และในรอบ 10 ปี จังหวัดบึงกาฬมีพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งทั้งหมดเท่ากับ 237.264 ตารางกิโลเมตร อีกทั้งระดับน้ำในแม่น้ำโขงลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงฤดูแล้ง หากมีการพัฒนาศักยภาพของบึง หนอง แหล่งน้ำต่างๆ ในจังหวัดบึงกาฬ อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยกักเก็บน้ำในช่วงฤดูฝน ให้เพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำในภาคส่วนต่างๆ ในฤดูแล้ง

จากการศึกษาเบื้องต้นพบว่า บึงหรือหนองน้ำธรรมชาติที่มีศักยภาพจำนวน 8 แห่ง ถูกนำมาพิจารณา ได้แก่ ห้วยบังบาตร หนองเชียงบุญมา หนอนนาแซง บึงขามเบี้ย หนองผักชี หนองใหญ่ หนองสามหนอง และ หนองร้อน ซึ่งหากมีการพัฒนาบึงหรือหนองน้ำทั้ง 8 แห่งตามแผน จะสามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้กับแหล่งน้ำได้ แม้จังหวัดบึงกาฬมีปริมาณน้ำต้นทุนเพียงพอต่อความต้องการน้ำทั้งจังหวัด แต่มีปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภค บริโภคในระดับตำบล ระดับหมู่บ้าน พบว่า มีระบบประปาหมู่บ้าน 574 หมู่บ้าน ไม่มีระบบประปา 43 หมู่บ้าน ซึ่งจำเป็นต้องมีการก่อสร้างประตูระบายน้ำ สร้างฝาย ระบบเชื่อมโยงแหล่งน้ำ พัฒนาแหล่งน้ำ ขุดลอกแหล่งน้ำ ปรับปรุงซ่อมแซมระบบประปา และขยายเขตประปา

ที่มา: dailynews

Sustainability

NARESUAN UNIVERSITY

Solverwp- WordPress Theme and Plugin