ม.นเรศวร ได้รับการประเมิน “มหาวิทยาลัยสร้างเสริมสุขภาพระดับ 4 ดาว” จากเครือข่าย AUN-HPN

วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม 2567 มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้รับการประเมินในระดับ 4 ดาว จาก เครือข่ายมหาวิทยาลัยสร้างเสริมสุขภาพแห่งอาเซียน (ASEAN University Network – Health Promotion Network : AUN-HPN) ภายใต้เกณฑ์ Healthy University Rating System (HURS) ซึ่งเป็นการยืนยันถึงความสำเร็จของมหาวิทยาลัยในการดำเนินงานเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีต่อการเรียนรู้และการทำงาน รวมถึงการส่งเสริมสุขภาพของนิสิตและบุคลากรในทุกมิติอย่างต่อเนื่อง การได้รับรางวัลในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ มหาวิทยาลัยนเรศวร ในการพัฒนาและยกระดับสุขภาพกายและจิตของชุมชนมหาวิทยาลัยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

การได้รับการประเมินเป็น “มหาวิทยาลัยสร้างเสริมสุขภาพระดับ 4 ดาว” ถือเป็นรางวัลอันทรงคุณค่า และเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จของมหาวิทยาลัยในการส่งเสริมสุขภาวะของนิสิตและบุคลากร โดยเน้นทั้งด้าน สุขภาพกาย สุขภาพจิต และคุณภาพชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย ให้มีความสมดุลและปลอดภัย สิ่งนี้สะท้อนถึงการบริหารจัดการที่ให้ความสำคัญต่อมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ซึ่งเป็นหัวใจของการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระดับสถาบันอุดมศึกษา

ในโอกาสที่ได้รับการประเมินครั้งนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.อรรถกร ทองทา ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิชาการ ได้เป็นผู้แทนของมหาวิทยาลัยเข้าร่วม การประชุมวิชาการมหาวิทยาลัยสร้างเสริมสุขภาพระดับชาติ ครั้งที่ 2 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21 – 22 มีนาคม 2567 ณ ห้องราชมณเฑียร แกรนด์ บอลรูม โรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ กรุงเทพมหานคร เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แนวทาง และประสบการณ์การดำเนินงานด้านการสร้างเสริมสุขภาพในสถาบันอุดมศึกษา

ในการประชุมวิชาการดังกล่าว ได้มีการอภิปรายและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ การพัฒนาสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมสุขภาพในมหาวิทยาลัย รวมถึงแนวทางการจัดการสุขภาพจิตและสุขภาพกายของนักศึกษาและบุคลากร โดยมีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนการสร้างเสริมสุขภาพให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาค อันเป็นการสนับสนุนแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านสุขภาพของประชาคมอาเซียน

รางวัล Healthy University Rating System (HURS) เป็นระบบการประเมินที่มุ่งเน้นการยกระดับมหาวิทยาลัยให้เป็น “มหาวิทยาลัยส่งเสริมสุขภาพ (Healthy University)” โดยให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพจิต การจัดกิจกรรมเพื่อสุขภาพ และการสร้างสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการดำเนินชีวิตอย่างมีสุขภาวะ การที่มหาวิทยาลัยนเรศวรได้รับการประเมินในระดับ 4 ดาว จึงเป็นหลักฐานแสดงถึงการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพและต่อเนื่องในการส่งเสริมสุขภาพของชุมชนมหาวิทยาลัย

การส่งเสริมสุขภาพในระดับสถาบันอุดมศึกษาเป็นพันธกิจสำคัญของมหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งได้ดำเนินงานอย่างจริงจังผ่านการจัดโครงการ กิจกรรม และนโยบายต่าง ๆ ที่มุ่งเน้นการสร้างสังคมแห่งสุขภาวะในรั้วมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนการออกกำลังกาย การส่งเสริมโภชนาการที่เหมาะสม การจัดพื้นที่สีเขียว และการดูแลสุขภาพจิตของนิสิตและบุคลากรอย่างต่อเนื่อง

มหาวิทยาลัยส่งเสริมสุขภาพ ของมหาวิทยาลัยนเรศวรจึงไม่เพียงเป็นแนวคิดเชิงนโยบาย แต่เป็นการลงมือปฏิบัติจริงที่มีผลลัพธ์ชัดเจนในระดับประเทศและระดับอาเซียน การได้รับการประเมินระดับ 4 ดาว ในครั้งนี้ ถือเป็นแรงผลักดันสำคัญให้มหาวิทยาลัยเดินหน้าพัฒนาสู่การเป็นสถาบันการศึกษาที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม และเป็นต้นแบบของการจัดการสุขภาพในสถาบันอุดมศึกษาอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ การได้รับรางวัลยังสะท้อนถึง ความร่วมมือทางวิชาการระหว่างมหาวิทยาลัยในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ที่มุ่งสร้างเครือข่ายการเรียนรู้และการวิจัยร่วมกันเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาคมในวงกว้าง ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาและขับเคลื่อนสังคมสู่สุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน

ม.นเรศวร เข้าร่วมประชุมวิชาการสร้างเสริมสุขภาพระดับชาติ ครั้งที่ 2 และรับรางวัล Healthy University Rating System 2023 ระดับ 4 ดาว

เมื่อวันที่ 21-22 มีนาคม 2567 คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ รศ.ดร.นิทรา กิจธีระวุฒิวงษ์ พร้อมด้วย ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ ดร.รมย์นลิน เขียนจูม ได้เข้าร่วม การประชุมวิชาการมหาวิทยาลัยสร้างเสริมสุขภาพระดับชาติ ครั้งที่ 2 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของ เครือข่าย Thai University Network – Health Promotion Network (TUN-HPN) ในหัวข้อสำคัญ “Building a Culture of Health Promotion: Fostering Mental Health Awareness and Support on Campus” ณ ห้องราชมณเฑียร แกรนด์ บอลรูม โรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ กรุงเทพฯ

การประชุมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีในการ ส่งเสริมสุขภาพ ภายในมหาวิทยาลัย ซึ่งเน้นการสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องของ สุขภาพจิต โดยเฉพาะในกลุ่มนิสิตและบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงการพัฒนาแนวทางการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตในแคมปัส โดยมีการแชร์ประสบการณ์และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างมหาวิทยาลัยต่างๆ ในประเทศไทยและอาเซียนที่มีส่วนร่วมในเครือข่าย.

การจัดงานประชุมวิชาการในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และจัดขึ้นโดย สำนักงานเลขาธิการเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียนด้านการสร้างเสริมสุขภาพ (ASEAN University Network-Health Promotion Network AUN-HPN) ภายใต้ความร่วมมือของมหาวิทยาลัยแกนนำในประเทศไทย โดยมีเป้าหมายหลักในการพัฒนาศักยภาพด้านการสร้างเสริมสุขภาพในมหาวิทยาลัยในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการของเครือข่ายมหาวิทยาลัยทั้งในประเทศไทยและอาเซียน

หัวข้อสำคัญของการประชุมในปีนี้ คือ “การสร้างวัฒนธรรมการส่งเสริมสุขภาพ: การส่งเสริมความตระหนักและการสนับสนุนสุขภาพจิตในแคมปัส” ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพจิตในชุมชนมหาวิทยาลัย การสร้างพื้นที่ปลอดภัยและสนับสนุนด้านจิตใจสำหรับนักศึกษาและบุคลากรถือเป็นการดำเนินงานที่สอดคล้องกับ SDG 3 (Good Health and Well-being) ที่มุ่งเน้นให้ผู้คนมีสุขภาพดีและการดูแลสุขภาพจิตเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมสุขภาพในระดับสากล โดยในการประชุมครั้งนี้ ได้มีการพูดถึงแนวทางการปรับปรุงนโยบายและการนำเสนอแผนงานที่สามารถส่งเสริมสุขภาพจิตในหมู่นักศึกษาและบุคลากรในสถาบันการศึกษาอย่างยั่งยืน

ในงานนี้ มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้รับเกียรติในการรับ รางวัล Healthy University Rating System (HURS) 2023 ในระดับ 4 ดาว ซึ่งถือเป็นการยอมรับถึงความสำเร็จในการส่งเสริมสุขภาพและการดูแลความเป็นอยู่ของนิสิตและบุคลากรในมหาวิทยาลัย คณะสาธารณสุขศาสตร์และคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยนเรศวร ร่วมแสดงความยินดีและขอแสดงความขอบคุณทีมงานที่ทำงานร่วมกันจนสามารถบรรลุเป้าหมายสำคัญนี้ได้ โดย รศ.ดร.อรรถกร ทองทา ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิชาการของมหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นตัวแทนในการรับมอบรางวัลดังกล่าว

การได้รับ รางวัล Healthy University Rating System (HURS) ในระดับ 4 ดาว นั้นเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยนเรศวรในการดำเนินงานเพื่อสร้าง ชุมชนสุขภาพ ที่ดีและยั่งยืนในมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะในด้านการดูแลสุขภาพจิต การส่งเสริมสุขภาพกาย และการสนับสนุนในด้านการพัฒนาแหล่งทรัพยากรมนุษย์ที่มีสุขภาพดี การพัฒนานี้สามารถส่งผลบวกต่อทั้งนิสิตและบุคลากรในระยะยาว

นอกจากนี้ รางวัลนี้ยังเป็นการยืนยันถึงความร่วมมือในระดับ SDGs 17 (Partnerships for the Goals) ซึ่งเน้นการสร้างพันธมิตรและความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและองค์กรต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิติ โดยเฉพาะในเรื่องของ สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ซึ่งเป็นการดำเนินการที่ต่อเนื่องในทุกๆ ปี.

การเข้าร่วม ประชุมวิชาการมหาวิทยาลัยสร้างเสริมสุขภาพระดับชาติ ครั้งที่ 2 ของเครือข่าย TUN-HPN และการได้รับรางวัล Healthy University Rating System (HURS) 2023 ในระดับ 4 ดาว ของมหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นการสะท้อนถึงความสำเร็จในด้านการส่งเสริมสุขภาพในมหาวิทยาลัย ทั้งในด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิต ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน SDG 3 และ SDG 17 นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งเสริมการสร้าง พันธมิตรทางวิชาการและการร่วมมือระหว่างประเทศ ในการพัฒนาสุขภาพของนักศึกษาและบุคลากรในระดับสากล.

ม.นเรศวร ขับเคลื่อนนวัตกรรม “อาหารเพื่อสุขภาพ” จากวัตถุดิบท้องถิ่น สู่การพัฒนาอาหารสำหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วย NCDs อย่างยั่งยืน

วันเสาร์ที่ 23 มีนาคม 2567 คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร จัดกิจกรรม “Innovative Local Food for NCDs” ภายใต้โครงการ การขยายผลและเพิ่มขีดความสามารถการผลิตอาหารพื้นบ้านภาคเหนือสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะเคี้ยวกลืนลำบากและกลุ่มโรค NCDs สู่การผลิตเชิงพาณิชย์ โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพที่ตอบโจทย์กลุ่มประชากรเปราะบาง และสนับสนุนการยกระดับเศรษฐกิจชุมชนผ่านการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

บรรยากาศกิจกรรม “Innovative Local Food for NCDs” เป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (KM Platform) ที่เปิดโอกาสให้นักวิชาการ ผู้ประกอบการ และชุมชน ได้ร่วมกันพัฒนาเมนู อาหารเพื่อสุขภาพ โดยใช้วัตถุดิบท้องถิ่น เช่น ธัญพืช ผักพื้นบ้าน และโปรตีนทางเลือก เพื่อต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภาวะเคี้ยวกลืนลำบาก และผู้ป่วยกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) กิจกรรมครั้งนี้จึงถือเป็นกลไกสำคัญในการบูรณาการองค์ความรู้ด้านโภชนาการ นวัตกรรม และการแพทย์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

ภาคเช้าของงาน ประกอบด้วยการบรรยายให้ความรู้เชิงวิชาการในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารยุคใหม่ โดยเริ่มจากหัวข้อ “การต่อยอดนวัตกรรมอาหารสู่การเป็นผู้ประกอบนวัตกรรมยุค New Normal” โดย ศาสตราจารย์ ดร.ภาวิณี ชินะโชติ ที่มุ่งเน้นให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบในท้องถิ่น และการปรับตัวของผู้ประกอบการอาหารในยุคเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อให้เกิดความยั่งยืนทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม

ต่อมาเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในหัวข้อ “อาหารท้องถิ่นสู่อาหารผู้สูงอายุเชิงพาณิชย์” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ยุทธนา พิมลศิริผล ซึ่งกล่าวถึงกระบวนการพัฒนาเมนูอาหารที่สอดคล้องกับหลักโภชนาการสำหรับผู้สูงอายุ พร้อมแนวทางการพัฒนาให้สามารถผลิตในเชิงพาณิชย์ได้จริง สร้างความมั่นคงทางอาหารและรายได้ให้แก่ชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

ในหัวข้อสุดท้ายของภาคเช้า รองศาสตราจารย์ ดร.นิติพงศ์ จิตรีโภชน์ ได้บรรยายเกี่ยวกับ ระบบนิเวศด้านอุตสาหกรรมอาหาร (Food Industry Ecosystem) ที่เชื่อมโยงการผลิตอาหารปลอดภัยกับนวัตกรรมการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์ เพื่อยกระดับมาตรฐานของผลิตภัณฑ์อาหารไทยให้สามารถแข่งขันในระดับนานาชาติได้ โดยยังคงรักษาความเป็นเอกลักษณ์ของอาหารท้องถิ่น

ภาคบ่ายของงานเป็นกิจกรรม Workshop การสร้างสรรค์อาหารพื้นถิ่นเพื่อสุขภาพ นำโดย คุณศศิกานต์ ศรีสังข์ และ คุณเอกวัฒน์ พันธาสุ ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ลงมือปฏิบัติจริงในการพัฒนาเมนูอาหารสำหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วย NCDs โดยใช้วัตถุดิบท้องถิ่นที่สามารถหาได้ง่ายในชุมชน ทั้งนี้ได้เน้นกระบวนการผลิตที่ปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และคำนึงถึงคุณค่าทางโภชนาการในทุกขั้นตอน

กิจกรรมครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.กรกนก อิงคนินันท์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นประธานกล่าวเปิดงาน โดยกล่าวถึงความสำคัญของการสร้างนวัตกรรมอาหารที่ไม่เพียงตอบโจทย์สุขภาพ แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภค และส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืนผ่านการพัฒนาองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีอาหาร

กิจกรรม “Innovative Local Food for NCDs” จัดขึ้นโดยความร่วมมือของหลายหน่วยงาน ได้แก่ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.), มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยนเรศวร, ศูนย์นวัตกรรมอาหารและบรรจุภัณฑ์ (Food Innovation and Packaging Center: FIN), โครงการพัฒนาเทคโนโลยีเกษตรอินทรีย์ (Organic Tech Accelerator Platform: OTAP NU) และเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) จากทั้งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และมหาวิทยาลัยนเรศวร

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการ แต่ยังเป็นการขับเคลื่อนแนวทางการพัฒนาอาหารเพื่อสุขภาพที่ยั่งยืนของประเทศไทย ผ่านการเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางโภชนาการ วิทยาศาสตร์การอาหาร และการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อสร้างระบบอาหารที่เข้มแข็ง ปลอดภัย และเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของประชาชนทุกช่วงวัยในอนาคต

ม.นเรศวร ลงนาม MOU ร่วมกับภาคีเครือข่ายพัฒนาคุณภาพบริการสุขภาพ AACI ส่งเสริมมาตรฐาน GHA เพื่อยกระดับบริการสุขภาพ

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2567 รองศาสตราจารย์ ดร.ศรินทร์ทิพย์ แทนธานี รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวร ได้เป็นประธานในพิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) กับภาคีเครือข่ายในการพัฒนาคุณภาพบริการสุขภาพ (AACI) โดยมี ผศ.พญ.พิริยา นฤขัตรพิชัย คณบดีคณะแพทยศาสตร์, นพ.สมพร คำผง กรรมการบริหารสถาบัน AACI, รองประธานอาวุโส AACI อเมริกา และคุณเรวัต เด่นจักรวาฬ กรรมการผู้จัดการ AACI เอเชียแปซิฟิก ร่วมลงนามในครั้งนี้ ณ บริเวณโถงชั้น 4 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา 2

วัตถุประสงค์ของการจัดโครงการ โครงการสัมมนามาตรฐานภาคีเครือข่ายในการพัฒนาคุณภาพบริการสุขภาพ (AACI) และการลงนามข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) มีวัตถุประสงค์หลักในการส่งเสริมให้ผู้บริหารและบุคลากรของคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยนเรศวร รวมถึงผู้บริหารจากคณะอื่นๆ ในมหาวิทยาลัย ได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรฐาน GHA (Global Health Accreditation) และ AACI (Asian Association for Clinical Improvement) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่สำคัญในการพัฒนาคุณภาพบริการสุขภาพ

การลงนามใน MOU ครั้งนี้ จะช่วยส่งเสริมความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยนเรศวรและภาคีเครือข่ายต่างๆ เช่น GHA, AACI และ Planetree ในการพัฒนาคุณภาพการบริการสุขภาพอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการยกระดับบริการทางการแพทย์และสุขภาพในมหาวิทยาลัยนเรศวรและชุมชนในระดับประเทศ

กิจกรรมภายในโครงการ โครงการสัมมนาครั้งนี้มีการจัดอบรมเพื่อให้ผู้บริหารและบุคลากรของคณะแพทยศาสตร์ ได้เรียนรู้ถึงมาตรฐาน AACI และ GHA ซึ่งจะช่วยในการพัฒนาคุณภาพการบริการสุขภาพในด้านต่างๆ เช่น การปรับปรุงกระบวนการทำงานของโรงพยาบาล การยกระดับมาตรฐานการรักษาผู้ป่วย และการสร้างความยั่งยืนในระบบบริการสุขภาพ

นอกจากนี้ยังมีการถ่ายทอดข้อมูลและแนวทางการพัฒนาคุณภาพบริการสุขภาพผ่านการอบรมออนไลน์ทาง Zoom Meeting ซึ่งมีผู้บริหารและบุคลากรจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร รวมถึงคณะอื่นๆ และบุคลากรสายสนับสนุนที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 150 คน

ความสำคัญและการส่งเสริม SDGs 3 และ 17 การลงนาม MOU และการจัดสัมมนาครั้งนี้สอดคล้องกับ SDG 3: การมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ซึ่งมุ่งเน้นการเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพและการพัฒนาบริการทางการแพทย์ให้มีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกกลุ่มประชากร โดยเฉพาะในด้านการพัฒนาคุณภาพบริการสุขภาพที่สามารถเข้าถึงและตอบสนองความต้องการของผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิผล นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับ SDG 17: การสร้างความร่วมมือเพื่อการพัฒนา ซึ่งเน้นการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคีเครือข่ายต่างๆ ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและบริการสุขภาพอย่างยั่งยืน โดยการลงนามข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นการสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยนเรศวรและภาคีเครือข่ายต่างๆ เพื่อการพัฒนาคุณภาพการบริการสุขภาพในระยะยาว

การลงนามข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) นี้เป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการบริการสุขภาพและส่งเสริมการทำงานร่วมกันระหว่างองค์กรต่างๆ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะในด้านสุขภาพ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่สำคัญในวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนของมหาวิทยาลัยนเรศวร.

ม.นเรศวร จัดอบรมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน เตรียมความพร้อมบุคลากรทันตกรรมรับมือภาวะฉุกเฉิน

วันจันทร์ที่ 18 มีนาคม 2567 โรงพยาบาลทันตกรรม คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (BLS Provider) เรื่อง “การดูแลผู้ป่วยในภาวะการแพ้รุนแรงเฉียบพลัน (Anaphylaxis)” โดยมี อาจารย์ นพ.ทพ.สุรัตน์ แสงจินดา เป็นวิทยากร เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และทักษะด้านการดูแลผู้ป่วยในภาวะฉุกเฉินให้แก่บุคลากรของโรงพยาบาลทันตกรรม

โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ เตรียมความพร้อมในกรณีที่อาจเกิดเหตุอันไม่พึงประสงค์หรือภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ ภายในหน่วยบริการ โดยเฉพาะภาวะการแพ้รุนแรงเฉียบพลัน ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้กับผู้รับบริการทุกกลุ่ม การเรียนรู้วิธีการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลผู้ป่วยและลดความเสี่ยงต่อการสูญเสีย

กิจกรรมจัดขึ้นระหว่างเวลา 09.00 – 12.00 น. ณ ห้องเรียนบรรยายชั้น 2 DT3227 (ห้องสโลป) โรงพยาบาลทันตกรรม คณะทันตแพทยศาสตร์ โดยมีบุคลากรเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง แสดงถึงความตระหนักและความร่วมมือในการยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยและคุณภาพการบริการ

เนื้อหาการอบรม ประกอบด้วยทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ครอบคลุมหลักการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน การประเมินอาการผู้ป่วยในภาวะฉุกเฉิน การใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) และแนวทางการดูแลเมื่อเกิดภาวะการแพ้รุนแรงเฉียบพลัน เพื่อให้บุคลากรสามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ

ในช่วงภาคปฏิบัติ ผู้เข้าร่วมอบรมได้ฝึกใช้ทักษะกับหุ่นจำลองภายใต้การแนะนำของวิทยากร เพื่อสร้างความคุ้นเคยและความมั่นใจในการช่วยชีวิตจริงในสถานการณ์ฉุกเฉิน การฝึกปฏิบัติในลักษณะนี้ช่วยให้บุคลากรสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้จริง และเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติงานอย่างมืออาชีพ

การจัดอบรมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึง ความมุ่งมั่นของคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการแพทย์ฉุกเฉิน รวมถึงการส่งเสริมสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย เพื่อให้โรงพยาบาลทันตกรรมเป็นพื้นที่ให้บริการที่มีคุณภาพและใส่ใจต่อสุขภาวะของทั้งบุคลากรและผู้ป่วย

กิจกรรมนี้ยังถือเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสู่ การพัฒนาที่ยั่งยืนด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน ผ่านการสร้างองค์ความรู้ การส่งเสริมสุขภาวะ และการเตรียมความพร้อมของบุคลากรในการเผชิญเหตุการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งจะช่วยเสริมความเชื่อมั่นในมาตรฐานการบริการของมหาวิทยาลัยนเรศวรในระยะยาว

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสุขภาพจิตที่ดี ด้วยแบบสำรวจสุขภาพจิตของคุณ

วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน 2567 มหาวิทยาลัยนเรศวรให้ความสำคัญกับการดูแล สุขภาพจิตของบุคลากร โดยดำเนินการจัดทำแบบสำรวจการประเมินระดับสุขภาพจิต เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบในการวางแผนและกำหนดแนวทางการดูแลสุขภาพจิตของบุคลากรในระยะยาว การดำเนินงานครั้งนี้สอดคล้องกับ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG 3) ที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างสุขภาวะที่ดีและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนแก่ทุกคน

แบบสำรวจดังกล่าวพัฒนาขึ้นโดยอ้างอิงจากข้อมูลของ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลที่ได้มีความถูกต้องตามมาตรฐาน และสามารถนำไปใช้วางแผนเชิงระบบได้จริง โดยข้อมูลทั้งหมดจะถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อระบุแนวโน้มและประเมินระดับสุขภาพจิตของบุคลากร พร้อมทั้งพิจารณาความจำเป็นในการให้การดูแลหรือสนับสนุนเพิ่มเติม

เมื่อผลการประเมินพบว่าบุคลากรมีความเสี่ยงหรือมีภาวะที่ต้องเฝ้าระวัง มหาวิทยาลัยจะดำเนินการให้ คำแนะนำด้านสุขภาพจิต อย่างเหมาะสม รวมถึงการเข้ารับคำปรึกษาจากหน่วยงานสนับสนุนภายใน เช่น NU Friendzone Clinic ซึ่งให้บริการคำปรึกษาทางจิตใจในรูปแบบที่เข้าถึงง่าย และยังสามารถประสานการส่งต่อไปยังหน่วยบริการทางการแพทย์เมื่อมีความจำเป็น

มหาวิทยาลัยนเรศวรยังทำงานร่วมกับหน่วยงานภายในและภายนอกอย่างเป็นระบบ ได้แก่ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจิตเวชพิษณุโลก กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข และสายด่วนสุขภาพจิต ความร่วมมือดังกล่าวช่วยเสริมความเข้มแข็งของเครือข่ายการดูแลสุขภาพจิตในระดับสถาบัน และเปิดโอกาสให้บุคลากรสามารถเข้าถึงการสนับสนุนได้อย่างทั่วถึง

การพัฒนาแบบสำรวจและการวางระบบดูแลสุขภาพจิตนี้ ไม่เพียงมุ่งเน้นการป้องกันและแก้ไขปัญหาสุขภาพจิต แต่ยังส่งเสริมให้บุคลากรเกิดความตระหนักรู้ถึงการดูแลตนเอง การจัดสมดุลชีวิต และการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจควบคู่ไปกับการทำงาน

วัครงการดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยนเรศวรในการสร้าง สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพจิตและการเรียนรู้ อย่างเป็นระบบและยั่งยืน ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตบุคลากร พร้อมทั้งสนับสนุนการพัฒนามหาวิทยาลัยในมิติทางสังคมอย่างต่อเนื่อง

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองบริหารงานบุคคล มหาวิทยาลัยนเรศวร โทรศัพท์ 055-961172 ภายใน 1172 หรือสแกน QR Code จากแบบสำรวจสุขภาพจิตที่เผยแพร่ตามช่องทางประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัย

ม.นเรศวร สำรวจโซเดียมในอาหารมหาวิทยาลัย ชูแนวทางลดความเสี่ยงโรคจากการบริโภคอาหารรสเค็ม

วันจันทร์ที่ 18 มีนาคม 2567 หน่วยเวชปฏิบัติชุมชน คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ร่วมกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลท่าโพธิ์ และกองกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้จัดกิจกรรมสำรวจปริมาณโซเดียมในอาหารโดยใช้เครื่องวัดความเค็ม (Salt Meter) เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับระดับโซเดียมในอาหารที่จำหน่ายในพื้นที่มหาวิทยาลัย กิจกรรมนี้ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการส่งเสริมสุขภาพ ลดปัจจัยเสี่ยงจากการบริโภคอาหารไม่เหมาะสม และสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมุ่งเน้นไปที่การ ลดความเสี่ยงโรคจากการบริโภคอาหารรสเค็ม

การดำเนินการสำรวจในโรงอาหารของหอพักมหาวิทยาลัย จำนวน 12 ร้านค้า ครอบคลุมเมนูอาหาร 13 ชนิด พบว่าอาหารที่มีระดับความเค็มน้อยมีจำนวน 9 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 69.23 อาหารที่มีระดับความเค็มมากจำนวน 3 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 23.08 และอาหารที่อยู่ในระดับเริ่มเค็ม 1 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 7.69 ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับปรุงการปรุงอาหารเพื่อลดปริมาณโซเดียมลง

นอกจากนี้ ยังได้ทำการสำรวจร้านค้ารอบมหาวิทยาลัยนเรศวรจำนวน 10 ร้านค้า ครอบคลุมเมนูอาหาร 10 ชนิด พบว่าอาหารที่มีความเค็มน้อย 5 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 50 อาหารที่เริ่มเค็ม 4 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 40 และอาหารที่เค็มมาก 1 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 10 สะท้อนถึงความหลากหลายในการใช้เครื่องปรุงรส และชี้ให้เห็นว่ามีพื้นที่ในการพัฒนาคุณภาพอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น

กระบวนการสำรวจไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเก็บข้อมูล แต่ยังเป็นการให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการร้านค้า โดยเฉพาะการลดการใช้น้ำปลาและเกลือที่เป็นแหล่งโซเดียมหลัก คำแนะนำดังกล่าวเน้นการสร้างสมดุลระหว่างรสชาติอาหารและสุขภาพ เพื่อให้ผู้บริโภคยังคงได้รับความอร่อยโดยไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว

อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญคือการติดสติกเกอร์บอกระดับความเค็มของอาหารในร้านที่มีเมนูความเค็มน้อยจำนวน 14 ร้าน เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจเลือกเมนูที่ดีต่อสุขภาพได้ง่ายขึ้น วิธีการนี้ไม่เพียงสร้างการรับรู้ แต่ยังช่วยกระตุ้นให้ผู้ประกอบการเห็นความสำคัญในการปรับสูตรอาหารเพื่อลดโซเดียมลง

การลดโซเดียมในอาหารมีผลโดยตรงต่อการลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคไต การดำเนินกิจกรรมในครั้งนี้จึงเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในระยะยาว

โครงการนี้ยังเป็นการเพิ่มพูนความรู้ให้กับนิสิตและบุคลากรในมหาวิทยาลัยเกี่ยวกับผลกระทบของโซเดียมต่อสุขภาพ สร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคสู่ทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ และเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างชุมชนมหาวิทยาลัยที่ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัย โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และหน่วยงานท้องถิ่น แสดงให้เห็นถึงการบูรณาการเพื่อการพัฒนาที่เข้มแข็ง และตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาในมิติของสุขภาพ โภชนาการ และความร่วมมือระดับภาคีเครือข่าย เพื่อสร้างสังคมที่มีความยั่งยืนและสุขภาพดีในระยะยาว

ที่มา: คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

มหาวิทยาลัยนเรศวร ออกให้บริการรักษาทางทันตกรรมให้กับผู้ต้องขังในเรือนจำกลางพิษณุโลก

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2567 หน่วยทันตกรรมพระราชทานฯ คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้ออกให้บริการรักษาทางทันตกรรมแก่ผู้ต้องขังในเรือนจำกลางพิษณุโลก โดยมีผู้ต้องขังมารับการรักษาทางทันตกรรมจำนวน 554 ราย ซึ่งการให้บริการในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการช่วยเหลือด้านการรักษาสุขภาพช่องปาก แต่ยังเป็นการสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยเฉพาะ SDGs 3: การส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี และ SDGs 10: การลดความเหลื่อมล้ำ

ในโครงการนี้ ทีมทันตแพทย์จากหน่วยทันตกรรมพระราชทานฯ ได้มุ่งเน้นการให้บริการรักษาทางทันตกรรมที่ครอบคลุมต่อผู้ต้องขัง ซึ่งรวมถึงการถอนฟัน 548 ราย และการผ่าฟันคุด 6 ราย โดยบริการดังกล่าวได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ต้องขังหลายราย ซึ่งแสดงความคิดเห็นว่ารู้สึกดีใจมากที่ได้รับการรักษาฟันจากคุณหมอ และบางคนยังแสดงความต้องการให้มีการจัดบริการด้านทันตกรรมในเรือนจำอย่างต่อเนื่อง

การให้บริการทันตกรรมในครั้งนี้ถือเป็นการส่งเสริมสุขภาพช่องปากที่ดีแก่ผู้ต้องขัง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการรักษาคุณภาพชีวิตของผู้คนในกลุ่มที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ต้องขังที่อาจไม่ได้รับการดูแลทางทันตกรรมที่เพียงพอในชีวิตประจำวัน การให้บริการนี้ช่วยลดปัญหาด้านสุขภาพช่องปากที่อาจมีผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวม และช่วยลดความเจ็บปวดจากปัญหาฟันที่ไม่สามารถได้รับการรักษาตามปกติ

การให้บริการทันตกรรมนี้สอดคล้องกับ SDGs 3: การส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ซึ่งมุ่งเน้นการให้บริการสุขภาพที่ทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ผู้ต้องขังเป็นกลุ่มคนที่มักไม่ได้รับการเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพในทุกๆ ด้าน การที่มหาวิทยาลัยนเรศวรได้ดำเนินโครงการนี้จึงเป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นในการทำให้การรักษาสุขภาพช่องปากมีความยั่งยืนและเข้าถึงทุกคนอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะการเข้าถึงบริการสุขภาพสำหรับกลุ่มผู้ต้องขังที่บางครั้งไม่ได้รับความสนใจจากสังคมในด้านนี้

การให้บริการนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้ผู้ต้องขังมีสุขภาพช่องปากที่ดีขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดทางร่างกาย แต่ยังช่วยเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังให้ดีขึ้น ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อสิทธิพื้นฐานในการมีสุขภาพที่ดีของทุกคนในสังคม

อีกหนึ่งเป้าหมายที่สำคัญที่โครงการนี้สนับสนุนคือ SDGs 10: การลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งมุ่งเน้นการลดช่องว่างและความไม่เท่าเทียมในด้านต่างๆ รวมถึงการเข้าถึงบริการสาธารณสุข โครงการนี้ช่วยให้ผู้ต้องขังในเรือนจำได้เข้าถึงบริการทันตกรรมอย่างมีคุณภาพ ซึ่งช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพระหว่างกลุ่มคนที่มีสถานะทางสังคมที่แตกต่างกัน

การให้บริการทันตกรรมแก่ผู้ต้องขังในครั้งนี้เป็นการช่วยลดช่องว่างในการเข้าถึงบริการทางสุขภาพที่มีคุณภาพ เนื่องจากผู้ต้องขังมักจะเผชิญกับข้อจำกัดในการได้รับการรักษาจากสาธารณสุขที่มีอยู่ในระบบ การนำบริการทันตกรรมไปให้ถึงกลุ่มนี้ถือเป็นการปฏิบัติตามหลักการของ SDGs 10 ในการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม โดยมุ่งเน้นให้บริการแก่กลุ่มคนที่อาจไม่ได้รับการดูแลสุขภาพเท่าเทียมกับกลุ่มอื่นๆ

ผลกระทบต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับชุมชน โครงการนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการเสริมสร้างความเท่าเทียมในด้านการเข้าถึงบริการสุขภาพของกลุ่มคนในสังคมที่มักถูกมองข้าม โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ต้องขังที่อาจไม่ได้รับการดูแลสุขภาพช่องปากอย่างเหมาะสม โครงการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยบรรเทาปัญหาด้านสุขภาพในขณะนั้น แต่ยังช่วยให้ผู้ต้องขังสามารถกลับเข้าสู่สังคมด้วยสุขภาพช่องปากที่ดีขึ้น ซึ่งจะมีผลกระทบทางบวกในด้านจิตใจและคุณภาพชีวิตในระยะยาว

การที่มหาวิทยาลัยนเรศวรและคณะทันตแพทยศาสตร์ได้ดำเนินการดังกล่าวยังส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสถาบันการศึกษากับชุมชนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยการนำความรู้และทักษะที่มีไปให้บริการแก่ผู้ที่มีความจำเป็นในชุมชน ส่งผลให้การพัฒนาที่ยั่งยืนเกิดขึ้นในระดับท้องถิ่น

ม.นเรศวร วางแผนการดูแลด้านสุขภาพจิตนิสิตมหาวิทยาลัยนเรศวร

ในวันที่ 29 มีนาคม 2567 กองกิจการนิสิตร่วมกับโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร ได้จัดการประชุมคณะกรรมการดำเนินงานดูแลสุขภาพจิตนิสิต มหาวิทยาลัยนเรศวร โดยมี ดร.จรัสดาว คงเมือง รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิต ศิษย์เก่า และศิลปวัฒนธรรม เป็นประธานการประชุม เพื่อทบทวนและพัฒนากระบวนการดูแลด้านสุขภาพจิตของนิสิตมหาวิทยาลัยนเรศวรให้มีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการของนิสิตอย่างมีคุณภาพมากขึ้น การประชุมในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยในการส่งเสริมและดูแลสุขภาพจิตของนิสิตอย่างจริงจัง เพื่อสนับสนุนการพัฒนาองค์ความรู้และทักษะต่างๆ ให้กับนิสิตทั้งในด้านการเรียนและการใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างสมดุลและยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับ เป้าหมายที่ 3: การส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (SDGs 3) และ เป้าหมายที่ 4: การส่งเสริมการศึกษาที่มีคุณภาพ (SDGs 4) ของการพัฒนาที่ยั่งยืน

การดูแลสุขภาพจิตของนิสิตเป็นหนึ่งในภารกิจที่มหาวิทยาลัยนเรศวรให้ความสำคัญ เนื่องจากสุขภาพจิตที่ดีเป็นรากฐานสำคัญในการสนับสนุนให้นิสิตสามารถเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพได้อย่างเต็มที่ ในปี 2567 นี้ มหาวิทยาลัยได้ริเริ่มจัดประชุมคณะกรรมการเพื่อทบทวนกระบวนการดูแลสุขภาพจิตของนิสิต โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินและปรับปรุงกระบวนการดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของนิสิตในด้านการดูแลสุขภาพจิตได้ดียิ่งขึ้นและครอบคลุมทุกกลุ่ม

การประชุมในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยนเรศวรในการส่งเสริมสุขภาพจิตของนิสิต ซึ่งสอดคล้องกับ เป้าหมาย SDGs 3 ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของทุกคนในสังคม โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพจิตของเยาวชนในสถาบันการศึกษา เพราะสุขภาพจิตที่ดีส่งผลต่อการเรียนรู้และพัฒนาตนเองในทุกด้าน การดำเนินงานในครั้งนี้ยังเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนานิสิตทั้งในด้านการศึกษาและการใช้ชีวิต

การให้บริการด้านสุขภาพจิตที่มีคุณภาพในมหาวิทยาลัยนเรศวรมีบทบาทสำคัญในการช่วยนิสิตที่อาจเผชิญกับปัญหาความเครียด, ความวิตกกังวล, หรือปัญหาสุขภาพจิตอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการศึกษา โดยการดูแลในรูปแบบต่างๆ เช่น การให้คำปรึกษา การบำบัด และการจัดกิจกรรมเสริมสร้างทักษะการดูแลสุขภาพจิต ทั้งนี้จะช่วยให้นิสิตสามารถรับมือกับปัญหาทางจิตใจได้อย่างมีประสิทธิภาพและพัฒนาไปสู่การเป็นบุคคลที่มีคุณภาพ

ในขณะเดียวกัน, เป้าหมาย SDGs 4 ที่มุ่งส่งเสริมการศึกษาที่มีคุณภาพก็เป็นอีกหนึ่งเป้าหมายที่มหาวิทยาลัยนเรศวรให้ความสำคัญในการดูแลสุขภาพจิตของนิสิต การส่งเสริมสุขภาพจิตที่ดีไม่เพียงแต่ช่วยให้นิสิตสามารถปรับตัวในการเรียนได้ดีขึ้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมให้การศึกษาในมหาวิทยาลัยมีคุณภาพ โดยการให้การดูแลและสนับสนุนด้านสุขภาพจิตช่วยลดปัญหาการขาดเรียนหรือผลการเรียนที่ต่ำลงเนื่องจากปัญหาสุขภาพจิต

การดูแลสุขภาพจิตในเชิงป้องกันและการให้คำปรึกษาแบบเชิงรุก เป็นการเตรียมความพร้อมให้กับนิสิตในการเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ในชีวิตทั้งในขณะศึกษาและหลังสำเร็จการศึกษา ทำให้นิสิตมีความสามารถในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองไปพร้อมกับการพัฒนาทางด้านวิชาการ

ความสำคัญของการทบทวนกระบวนการดูแลสุขภาพจิต การประชุมในครั้งนี้มีจุดประสงค์สำคัญในการทบทวนและปรับปรุงกระบวนการดูแลสุขภาพจิตของนิสิต เพื่อให้สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงกับความต้องการของนิสิตในปัจจุบัน โดยมีการจัดทำแผนงานและกิจกรรมต่างๆ ที่เน้นการดูแลทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ การพัฒนากระบวนการดูแลสุขภาพจิตจึงเป็นสิ่งสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความยั่งยืนในการศึกษา รวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรและเอื้อต่อการเรียนรู้

การประชุมในครั้งนี้ยังเป็นการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกองกิจการนิสิตและโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร เพื่อเสริมสร้างโครงสร้างการดูแลสุขภาพจิตที่มีประสิทธิภาพ โดยร่วมมือกันในการจัดกิจกรรมต่างๆ เช่น การให้คำปรึกษาทางสุขภาพจิต การบำบัดและดูแลอาการเครียดจากการเรียน หรือการพัฒนาทักษะการปรับตัวที่สามารถใช้ในชีวิตประจำวันได้ การร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนถึงความตั้งใจที่จะให้การดูแลสุขภาพจิตเป็นส่วนสำคัญในกระบวนการพัฒนานิสิต โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมทางการศึกษาที่อาจมีความเครียดและความท้าทายต่างๆ

ม.นเรศวร รวมใจสู้ Stroke ภัยเงียบใกล้ตัว

วันศุกร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2567 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ร่วมให้สัมภาษณ์ในรายการ NBT North “รวมใจ คนไทย ไม่ทิ้งกัน” เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านสุขภาพและสร้างความตระหนักเรื่อง Stroke หรือโรคหลอดเลือดสมอง ภัยเงียบที่ต้องระวังและรักษาทันเวลาเพื่อลดความเสี่ยงต่ออัมพาต

ในรายการ อาจารย์แพทย์จากคณะแพทยศาสตร์ได้ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับอาการสัญญาณเตือนของ Stroke และแนวทางการป้องกันที่สามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน เน้นให้ประชาชนเข้าใจถึงความสำคัญของการสังเกตอาการและเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที

นอกจากนี้ คณะแพทยศาสตร์ยังใช้โอกาสนี้เชิญชวนผู้ชมร่วมบริจาคเงินและอุดหนุนของที่ระลึก เพื่อนำรายได้ไปจัดซื้อเครื่องเอกซเรย์หลอดเลือดระบบดิจิตอลให้กับโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งถือเป็นการสนับสนุนการเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพและทันสมัย

การดำเนินกิจกรรมครั้งนี้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน SDG3: สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี โดยเน้นการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคที่มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต และส่งเสริมการเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างทั่วถึง

ทั้งนี้ การเผยแพร่ข้อมูลด้านสุขภาพผ่านสื่อสาธารณะช่วยสร้างความตระหนักแก่ประชาชนในวงกว้าง ทำให้ชุมชนสามารถปรับพฤติกรรมในการดูแลสุขภาพตนเองและครอบครัวได้อย่างเหมาะสม

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ยังวางแผนติดตามผลการบริจาคและการนำเครื่องมือทางการแพทย์ไปใช้งานจริง เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด และสร้างความยั่งยืนด้านบริการสุขภาพในระยะยาว

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายการย้อนหลังหรือเข้าร่วมสนับสนุนโครงการได้ผ่านช่องทางของ NBT North และคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่สังคมไทย

Sustainability

NARESUAN UNIVERSITY

Solverwp- WordPress Theme and Plugin