ม.นเรศวร ขับเคลื่อนโครงการเสริมสร้างขีดความสามารถผู้พิการ สู่การพัฒนาเชิงพื้นที่อย่างยั่งยืน

วันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2568 คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายเชิงยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่ ผ่านโครงการ “เสริมสร้างขีดความสามารถของผู้พิการ” โดยมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของกลุ่มเปราะบางให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณค่าและมีส่วนร่วมในสังคมอย่างเท่าเทียม ภายใต้แนวคิดการพัฒนาที่ครอบคลุมและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

การดำเนินงานดังกล่าวได้รับมอบหมายให้ รองศาสตราจารย์ ดร.พิษณุ อภิสมาจารโยธิน รักษาการในตำแหน่งรองคณบดีฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์เพื่อสังคม เป็นผู้แทนคณะเข้าพบและหารือร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 14 พฤศจิกายน 2568 เพื่อ รวบรวมข้อมูลเชิงลึก ด้านการดำเนินงานเกี่ยวกับผู้พิการและผู้สูงอายุ รวมถึงแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการในระดับพื้นที่

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ได้มีการหารือกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในเขตอำเภอบางระกำ ได้แก่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลท่านางงาม ชุมแสงสงคราม หนองกุลา บ่อทอง และบ้านปรือกระเทียม ตำบลบึงกอก โดยเน้นการรับฟังข้อมูลเกี่ยวกับ ศักยภาพการให้บริการด้านสุขภาพและสังคม รวมถึงข้อจำกัดเชิงระบบที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้พิการในพื้นที่

นอกจากนี้ ยังได้ลงพื้นที่ในเขตอำเภอชาติตระการ เพื่อหารือกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านดง บ้านนาตาจูน ชาติตระการ บ่อภาค และบ้านนุชเทียน โดยมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้าน การพัฒนาระบบบริการและการดูแลแบบองค์รวม เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการเฉพาะของผู้พิการและผู้สูงอายุได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โครงการนี้มีเป้าหมายสำคัญในการ ส่งเสริมศักยภาพและคุณภาพชีวิตของผู้พิการให้สามารถพึ่งพาตนเอง มีโอกาสเข้าถึงบริการพื้นฐานอย่างเท่าเทียม และสามารถมีบทบาทในสังคมได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยอาศัยความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายในพื้นที่เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน

ในมิติของการพัฒนาเชิงระบบ โครงการยังมุ่งเน้นการสร้าง นวัตกรรมทางสังคมและเครือข่ายความร่วมมือ ระหว่างมหาวิทยาลัย หน่วยงานสาธารณสุข และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อยกระดับการบริหารจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการแก่กลุ่มเป้าหมายอย่างยั่งยืน

การดำเนินงานครั้งนี้สะท้อนบทบาทของคณะสังคมศาสตร์ในการเป็น กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเชิงพื้นที่ ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการกับการปฏิบัติจริง อันนำไปสู่การสร้างสังคมแห่งโอกาส ความเท่าเทียม และการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว

ม.นเรศวร ร่วมประชุมวิชาการ APACPH ครั้งที่ 56 ณ เชียงราย แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระดับนานาชาติ

ระหว่างวันที่ 5–7 พฤศจิกายน 2568 คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร เข้าร่วมงานประชุมวิชาการระดับนานาชาติ The 56th Asia Pacific Academic Consortium for Public Health Conference (APACPH) ซึ่งจัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย

การเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.นิทรา กิจธีระวุฒิวงษ์ คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คณาจารย์ และนิสิตของคณะฯ ซึ่งได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเวทีวิชาการระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ตัวแทนจาก มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้เข้าร่วมฟังการบรรยาย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ รวมถึงได้รับเกียรติให้ร่วมเป็นกรรมการตัดสินผลงานวิจัยที่นำเสนอภายในงาน ซึ่งถือเป็นการแสดงศักยภาพทางวิชาการและบทบาทผู้นำด้านสาธารณสุขในระดับนานาชาติ

การประชุม APACPH ครั้งที่ 56 จัดขึ้นภายใต้หัวข้อหลัก “Public Health Challenges in a Disruptive World” โดยได้รับความสนใจอย่างคับคั่ง มีผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย และผู้แทนจากสถาบันการศึกษา รวมไปถึงองค์กรภาครัฐและเอกชนที่ดำเนินงานด้านสาธารณสุขเข้าร่วมกว่า 600 คน จากทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

เวทีนี้นับเป็นโอกาสสำคัญยิ่งในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ที่ทันสมัย นำเสนอผลงานวิจัยนวัตกรรม และหารือแนวทางในการพัฒนาระบบสุขภาพอย่างยั่งยืน เพื่อรับมือกับความท้าทายด้านสาธารณสุขในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และมุ่งเน้นการส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน

การเข้าร่วมประชุมของคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นการตอกย้ำพันธกิจด้านการสร้างเครือข่ายวิชาการและการวิจัยระดับนานาชาติ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความร่วมมือด้าน Global Health และผนึกกำลังภาคีเครือข่ายในการขับเคลื่อนงานด้านสาธารณสุขสู่อนาคต

มหาวิทยาลัยนเรศวรยังคงมุ่งมั่นที่จะนำองค์ความรู้และเครือข่ายความร่วมมือที่ได้รับ มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา การวิจัย และการบริการวิชาการ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาวะที่ดีอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ควบคู่ไปกับการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบสาธารณสุขทั้งในระดับประเทศและระดับสากลต่อไป

ม.นเรศวร โชว์นวัตกรรม “มีตาพยากรณ์โรค” ในงานวันเบาหวานโลก 2025 มุ่งสร้างสังคมสุขภาพดีอย่างยั่งยืน

วันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน 2568 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร โดยงานบริการปฐมภูมิและสร้างเสริมสุขภาพ เข้าร่วมกิจกรรม “วันเบาหวานโลก 2025 (World Diabetes Day 2025)” ณ ชั้น 1 และ ชั้น 9 อาคาร Siam Scape ภายใต้แนวคิด “Diabetes & Well-being in the Workplace – ทำงานสุข ลดทุกความเสี่ยง สุขภาพดีเริ่มที่ทำงาน” จัดโดยสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ ร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

กิจกรรมภายในงานมุ่งเน้นการส่งเสริมสุขภาพและการมีภาวะความเป็นอยู่ที่ดี (Well-being) ในสถานที่ทำงาน โดยมีกิจกรรมที่หลากหลาย ประกอบด้วยการเสวนาทางวิชาการ การแนะนำเมนูอาหารสุขภาพ กิจกรรมออกกำลังกาย และนิทรรศการตรวจสุขภาพเบื้องต้น พร้อมให้ความรู้ในการดูแลตนเองเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

ในโอกาสนี้ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร ได้นำนวัตกรรม “มีตาพยากรณ์โรค” (Mee-Ta Predictive Health) ซึ่งเป็น Web Application สำหรับประเมินและพยากรณ์ความเสี่ยงด้านสุขภาพ มาร่วมจัดแสดงและแลกเปลี่ยนในเวทีเสวนา ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากผู้เข้าร่วมงานและหน่วยงานภาคีเครือข่าย

การนำเสนอนวัตกรรมดังกล่าว สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ที่มุ่งมั่นในการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อสร้าง “สังคมสุขภาพดีอย่างยั่งยืน” โดยเริ่มต้นจากการดูแลสุขภาพของบุคลากรภายในองค์กร เพื่อเป็นต้นแบบและขยายผลความรู้ไปสู่ระดับชุมชนและสังคมในวงกว้าง

สำหรับนวัตกรรม “มีตาพยากรณ์โรค” ถือเป็นต้นแบบนวัตกรรมด้านสุขภาพที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ได้รับการันตีด้วยรางวัลระดับประเทศ อาทิ รางวัล Healthy Organization Award ประเภทนวัตกรรมการสร้างเสริมสุขภาพ ระดับยอดเยี่ยม และ รางวัล Top Performance 2024 จากเครือข่ายคนไทยไร้พุง และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของเครื่องมือในการส่งเสริมสุขภาพเชิงรุก

ความสำเร็จของนวัตกรรมนี้ ยังปรากฏให้เห็นจากการที่หลายหน่วยงานได้นำไปต่อยอดและใช้งานจริงจนถึงปัจจุบัน ถือเป็นก้าวสำคัญในการสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคอย่างเป็นรูปธรรม โดยอาศัยเทคโนโลยีดิจิทัลมาเป็นเครื่องมือช่วยในการตัดสินใจและวางแผนดูแลสุขภาพ

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ขอขอบคุณสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ ที่ให้โอกาสและมอบพื้นที่ในการเผยแพร่นวัตกรรม “มีตาพยากรณ์โรค” เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการผนึกกำลังระหว่างองค์กรภาคีเครือข่าย ในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ สังคมสุขภาพดีอย่างยั่งยืน ต่อไป

ม.นเรศวร ร่วมจัดแสดงผลงานวิจัยและบริการวิชาการ ในงานประชุมวิชาการและนิทรรศการ อพ.สธ. ครั้งที่ 12 ส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรไทยอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน

วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ศูนย์ประสานงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ (อพ.สธ.) มหาวิทยาลัยนเรศวร เข้าร่วมจัดแสดงผลงานวิจัยและบริการวิชาการใน งานประชุมวิชาการและนิทรรศการ ครั้งที่ 12 “ทรัพยากรไทย : หวนดูทรัพย์สิ่งสินตน” ระหว่างวันที่ 4–10 พฤศจิกายน 2568 ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และแสดงศักยภาพของมหาวิทยาลัยในการขับเคลื่อนงานด้านการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรไทยอย่างเหมาะสม

การเข้าร่วมงานครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ มหาวิทยาลัยนเรศวร ในการบูรณาการงานวิจัย งานบริการวิชาการ และการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม เข้ากับการพัฒนาประเทศ โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างคณะ หน่วยงาน และเครือข่ายภาคี เพื่อ ส่งเสริมต่อการพัฒนาทรัพยากรไทยอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน ตลอดจนสร้างคุณค่าจากทรัพยากรท้องถิ่นผ่านองค์ความรู้และนวัตกรรม

ภายในงาน มหาวิทยาลัยนเรศวรนำผลงานเข้าร่วมจัดแสดงจำนวน 4 ผลงาน ประกอบด้วย การสืบสานและต่อยอดภูมิปัญญาทอผ้า โดยนายวชิรพงษ์ วงศ์ประสิทธิ์ และคณะทำงานจากกองส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ซึ่งมุ่งอนุรักษ์และต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นให้สามารถสร้างคุณค่าในสังคมร่วมสมัย และ การต่อยอดทรัพยากรสัตว์: จิ้งหรีดสู่ภาคอุตสาหกรรม ภายใต้โครงการ I-SEC TECHNOLOGY โดยรองศาสตราจารย์ ดร.ขนิษฐา รุตรัตนมงคล และคณะ จากคณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่นำทรัพยากรชีวภาพมาพัฒนาสู่การใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรม

อีกสองผลงานที่จัดแสดง ได้แก่ การวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่โครงการประตูระบายน้ำท่าแห จังหวัดพิจิตร โดยรองศาสตราจารย์ ดร.จรัณธร บุญญานุภาพ จากคณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่เพื่อสนับสนุนการวางแผนการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม และ การถ่ายทอดประวัติพระพุทธชินราชในรูปแบบแอนิเมชัน โดยรองศาสตราจารย์ ดร.วิสิฐ จันมา และคณะนักวิจัย จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ศิลปะและการออกแบบ ร่วมกับคณะบริหารธุรกิจ เศรษฐศาสตร์และการสื่อสาร เพื่อประยุกต์ใช้สื่อดิจิทัลในการเผยแพร่มรดกทางศิลปวัฒนธรรมสู่สาธารณชน

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีพิธีพระราชทานป้ายสนองพระราชดำริ โดย วิทยาลัยอาชีวศึกษานครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ได้รับพระราชทานป้ายสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 โดย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นับเป็นความภาคภูมิใจของเครือข่ายสมาชิก อพ.สธ. และเป็นกำลังสำคัญในการสืบสานงานอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ

มหาวิทยาลัยนเรศวรยังได้ประสานความร่วมมือกับสมาชิก อพ.สธ. ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อร่วมจัดแสดงนิทรรศการและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประกอบด้วย โรงเรียนเฉลิมขวัญสตรี จังหวัดพิษณุโลก โรงเรียนสตรีนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ โรงเรียนอุทัยวิทยาคม จังหวัดอุทัยธานี โรงเรียนทุ่งโพวิทยา จังหวัดอุทัยธานี วิทยาลัยอาชีวศึกษานครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ และเทศบาลตำบลบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ ความร่วมมือดังกล่าวช่วยเสริมสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ระหว่างสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ และชุมชน เพื่อร่วมกันอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรไทยอย่างมีคุณค่า

การเข้าร่วมงานประชุมวิชาการและนิทรรศการครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ มหาวิทยาลัยนเรศวร ในการขับเคลื่อนงานวิจัย การบริการวิชาการ และการอนุรักษ์มรดกทางธรรมชาติและวัฒนธรรม ผ่านการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการพัฒนานวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง อันเป็นการส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรไทยอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน พร้อมสร้างคุณค่าร่วมให้แก่สังคม ชุมชน และประเทศในระยะยาว

ม.นเรศวร นำเสนอนวัตกรรมชุดสอนแปรงฟันสำหรับผู้บกพร่องทางการมองเห็น

วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน 2568 คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร นำผลงานอนุสิทธิบัตร “ชุดสอนแปรงฟันสำหรับผู้บกพร่องทางการมองเห็น” เข้าร่วมจัดแสดงในงานการประชุมสามัญที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย และสมาคมที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 5/2568 ณ ศูนย์แสดงนิทรรศการและการจัดประชุมสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (KNECC) มหาวิทยาลัยนเรศวร

ผลงานดังกล่าวเป็นผลงานของผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทันตแพทย์หญิงประวีณา โสภาพรอมร คณะทันตแพทยศาสตร์ ร่วมกับว่าที่ร้อยตรีธานี โกสุม คณะวิศวกรรมศาสตร์ สะท้อนการบูรณาการองค์ความรู้ด้านทันตแพทยศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์เพื่อพัฒนาสื่อการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้

ชุดสอนแปรงฟันสำหรับผู้บกพร่องทางการมองเห็น ได้รับการออกแบบเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ทักษะการดูแลสุขภาพช่องปากให้เหมาะกับผู้มีข้อจำกัดด้านการมองเห็น ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเรียนรู้และฝึกปฏิบัติการแปรงฟันได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น

การดูแลช่องปากอย่างถูกวิธีเป็นพื้นฐานสำคัญของสุขภาพโดยรวม นวัตกรรมนี้จึงมีส่วนช่วยให้ผู้บกพร่องทางการมองเห็นเข้าถึงองค์ความรู้ด้านสุขภาพที่จำเป็นได้อย่างเหมาะสม และสนับสนุนการดูแลตนเองในชีวิตประจำวัน

การนำผลงานมาจัดแสดงในเวทีระดับประเทศเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างสถาบันการศึกษา หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้สนใจ อันจะนำไปสู่การต่อยอดการใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยเพื่อสังคมในวงกว้าง

ผลงานนี้ยังแสดงถึงความสำคัญของการออกแบบนวัตกรรมที่คำนึงถึงความแตกต่างของผู้ใช้ ลดข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลและบริการด้านสุขภาพ และสร้างโอกาสให้ทุกคนได้รับการดูแลสุขภาพช่องปากอย่างเท่าเทียม

คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร มุ่งขับเคลื่อน นวัตกรรมสู่สังคม เพื่อส่งเสริมสุขภาพช่องปากอย่างทั่วถึง และสนับสนุนสังคมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ผ่านการพัฒนานวัตกรรมที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง

ม.นเรศวร ขานรับนโยบายรัฐ เดินหน้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน มุ่งสู่ Net Zero 2050

มหาวิทยาลัยนเรศวร ขานรับและยึดตามแนวนโยบายของรัฐบาลรวมถึง กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม อย่างเป็นรูปธรรม โดยเดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์องค์กรเพื่อตอบสนองต่อวาระแห่งชาติว่าด้วยการจัดการวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ทั้งนี้เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

การขับเคลื่อนดังกล่าวสอดรับกับทิศทางการบริหารประเทศ ดังรายละเอียดที่ปรากฏในไฟล์ Screenshot 2569-07-14 at 13.28.28.jpg ซึ่งระบุถึงมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ที่นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เปิดเผยถึงการเห็นชอบต่อร่างเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด ฉบับที่ 2 หรือ NDC 3.0 นโยบายนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเร่งรัดเป้าหมาย Net Zero ให้สำเร็จเร็วขึ้นถึง 15 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับเส้นทางควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ตามนโยบายข้อ 13 ของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ที่มุ่งเน้นการผลักดัน สังคมคาร์บอนต่ำ

เป้าหมายหลักของการยกระดับสู่ NDC 3.0 คือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ถึงร้อยละ 47 ภายในปี ค.ศ. 2035 เมื่อเทียบกับฐานปี ค.ศ. 2019 โดยครอบคลุมหลากหลายภาคส่วนที่ต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน ทั้งภาคพลังงาน ภาคการขนส่ง ภาคกระบวนการอุตสาหกรรม และภาคการจัดการของเสีย การกำหนดเป้าหมายที่ท้าทายนี้ตอกย้ำถึงความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อรับมือกับสภาวะโลกเดือดที่กำลังส่งผลกระทบในวงกว้าง

ในฐานะสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำ มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้บูรณาการเป้าหมายระดับชาติดังกล่าวเข้าสู่การบริหารจัดการภายในองค์กรอย่างเต็มรูปแบบ โดยให้ความสำคัญกับการจัดการทรัพยากรอย่างชาญฉลาด การเพิ่มพื้นที่สีเขียว และการบริหารจัดการของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ การดำเนินการเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นการสร้างต้นแบบ สถาบันการศึกษาสีเขียว ที่พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างจิตสำนึกที่ดีให้แก่นิสิตและบุคลากร

ความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากปราศจาก เครือข่ายความร่วมมือ ที่แข็งแกร่ง จึงเกิดการทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการระหว่างสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่น การผนึกกำลังในครั้งนี้มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนทรัพยากร นวัตกรรม และเทคโนโลยี เพื่อร่วมกันออกแบบทิศทางและแนวทางแก้ปัญหาที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ พร้อมทั้งนำไปปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม

สถาบันการศึกษายังคงมุ่งมั่นรับบทบาทสำคัญในการเป็นแหล่งบ่มเพาะนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยสนับสนุนให้เกิดการวิเคราะห์ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมเชิงลึก เพื่อนำมาตรการต่างๆ ไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนและการบริหารงาน พร้อมทั้งส่งเสริมต่อยอดสู่งานวิจัยเชิงพาณิชย์ เพื่อให้เกิดการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมเหล่านั้นไปสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนธุรกิจยั่งยืน และสามารถนำไปใช้งานได้จริงในภาคอุตสาหกรรม

การก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญในการพลิกวิกฤตสิ่งแวดล้อมให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม การตระหนักรู้และร่วมกันลงมือทำอย่างจริงจังของทุกภาคส่วนตั้งแต่วันนี้ จะช่วยปูทางให้ประเทศไทยสามารถเร่งขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 ได้อย่างเต็มศักยภาพ พร้อมทั้งส่งมอบสภาพแวดล้อมที่สมดุลและคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่อนุชนรุ่นหลังต่อไป

ม.นเรศวร เดินหน้ารณรงค์สังคมปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ผ่านกิจกรรม NU Playground Event เพื่อเสริมสร้างสุขภาวะและความร่วมมืออย่างยั่งยืน

วันจันทร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2568 มหาวิทยาลัยนเรศวร ในฐานะ สถาบันการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ได้จัดกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับ โทษของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ภายในงาน NU Playground Event ซึ่งจัดระหว่างวันที่ 17 – 19 พฤศจิกายน 2568 เวลา 17.00 – 21.00 น. เพื่อเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับ พิษภัยของการสูบบุหรี่ และสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่ม เยาวชนและนิสิต ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการเริ่มต้นใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบรูปแบบใหม่

มหาวิทยาลัยนเรศวรได้ประกาศจุดยืนในการ ต่อต้านการใช้บุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า รวมถึง คัดค้านข้อเสนอการยกเลิกการแบนบุหรี่ไฟฟ้า เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงให้ประชาชน โดยเฉพาะเยาวชน เข้าถึงผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อ สุขภาพระยะยาว และขัดต่อเป้าหมายการลดปัจจัยเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อร้ายแรง อาทิ โรคหัวใจ โรคปอด และโรคมะเร็ง

บุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าเป็น ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ที่กระทบต่อสุขภาพของประชาชน แม้จะมีการนำเสนอว่าบุหรี่ไฟฟ้ามี ความปลอดภัยมากกว่า แต่ผลการวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่าบุหรี่ไฟฟ้า มีสารเคมีอันตราย ที่ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ เพิ่มความเสี่ยงต่อ โรคมะเร็งปอด และสร้างการเสพติด โดยเฉพาะในกลุ่ม วัยรุ่น ซึ่งอยู่ในช่วงการพัฒนาทางร่างกายและสติปัญญา ทำให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็น ภัยสุขภาพสมัยใหม่ ที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว

นอกเหนือจากผลกระทบต่อสุขภาพ การยกเลิกการแบนบุหรี่ไฟฟ้ายังอาจทำให้ภาระของระบบ สาธารณสุข เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากจะมีผู้ป่วยจากโรคที่ป้องกันได้เพิ่มสูงขึ้น มหาวิทยาลัยนเรศวรจึงย้ำถึงความจำเป็นในการ รักษามาตรการควบคุมยาสูบอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของผลิตภัณฑ์ยาสูบชนิดใหม่ในกลุ่มเยาวชน และเพื่อสนับสนุนการสร้าง สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ

การลดการบริโภคยาสูบจำเป็นอย่างยิ่งต้องอาศัย ความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา และประชาชนทั่วไป มหาวิทยาลัยนเรศวรได้ร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อผลักดัน มาตรการควบคุมยาสูบ และจัดกิจกรรม รณรงค์ให้ความรู้ ที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายหลากหลาย พร้อมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนเข้าใจผลกระทบและความเสี่ยงจากผลิตภัณฑ์ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

หนึ่งในจุดเด่นของกิจกรรมภายใน NU Playground Event คือการมีส่วนร่วมของ นิสิตชมรมอาสา ซึ่งได้จัดบูธให้ความรู้ พูดคุย ชี้แจงข้อมูล และแจกสื่อความรู้เกี่ยวกับ พิษภัยของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ให้แก่เยาวชนและประชาชนทั่วไป การมีส่วนร่วมของนิสิตช่วยเสริมสร้าง บทบาทพลเมือง วิชาการเพื่อสังคม และการพัฒนาทักษะการสื่อสารสาธารณะ ตลอดจนช่วยสร้าง เครือข่ายความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและชุมชน

กิจกรรมดังกล่าวยังสอดคล้องกับ นโยบายมหาวิทยาลัยที่มุ่งเป็นสถาบันตัวอย่างในการส่งเสริมสุขภาพ ผ่านการทำงานแบบบูรณาการ ทั้งการวิจัย งานวิชาการ การให้บริการสุขภาพ และการให้คำปรึกษาด้านการเลิกบุหรี่ การดำเนินการในลักษณะนี้เป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาสังคมที่ เข้มแข็ง ยั่งยืน และปราศจากปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรค

ม.นเรศวร พัฒนาศักยภาพทันตแพทย์ด้านการดูแลผู้มีภาวะนอนกรนและหยุดหายใจขณะหลับ

วันอังคารที่ 28 ตุลาคม 2568 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ทันตแพทย์หญิงจิตติมา พุ่มกลิ่น พร้อมด้วยอาจารย์ทันตแพทย์หญิงธัญญพัทธ์ อิงบุญมีสกุล จากโรงพยาบาลทันตกรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร เข้าร่วมการอบรมเพื่อปรับปรุงองค์ความรู้กับสมาคมโรคจากการหลับแห่งประเทศไทย ณ วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

การอบรมจัดขึ้นในหัวข้อ “Better Breathing, Better Sleep with Oral Appliance Therapy” และการบรรยายพิเศษ “Beyond Smiles… Caring for Sleep” เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับบทบาทของทันตแพทย์ในการดูแลผู้มีปัญหาการนอนหลับ

เนื้อหาการอบรมมุ่งเน้นการดูแลผู้ที่มีภาวะนอนกรน และภาวะนอนกรนร่วมกับหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย หากไม่ได้รับการประเมินและดูแลอย่างเหมาะสม

องค์ความรู้สำคัญส่วนหนึ่งคือการใช้ Oral Appliance Therapy หรืออุปกรณ์ในช่องปากเพื่อช่วยปรับตำแหน่งขากรรไกรล่าง (Mandibular Advancement Device) ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งในการดูแลผู้ป่วยตามข้อบ่งชี้และดุลยพินิจของทีมผู้เชี่ยวชาญ

การดูแลผู้มีภาวะดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างทันตแพทย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคจากการหลับ และบุคลากรสหสาขาวิชาชีพ เพื่อประเมิน วางแผน และติดตามผลการดูแลอย่างครอบคลุม

การเข้าร่วมอบรมครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของโรงพยาบาลทันตกรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร ในการพัฒนาความรู้และทักษะของบุคลากรอย่างต่อเนื่อง พร้อมนำองค์ความรู้ที่ได้รับมาประยุกต์ใช้ในการให้บริการแก่ประชาชนอย่างมีคุณภาพ

ม.นเรศวร เดินหน้าผลิตพลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์ ขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสู่ความยั่งยืน

วันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม 2568 รองศาสตราจารย์ ดร.พนัส นัถฤทธิ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีสารสนเทศ พร้อมด้วย นายรุ่งรัตน์ พระนาค ผู้อำนวยการกองอาคารสถานที่ และคณะ ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการติดตั้ง ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) บริเวณดาดฟ้า หลังคาอาคาร และพื้นที่รอบสระสุริโยทัย ภายในมหาวิทยาลัยนเรศวร เพื่อผลิตพลังงานสะอาดสำหรับใช้ภายในมหาวิทยาลัย อันเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

การดำเนินโครงการดังกล่าวสะท้อนความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยในการส่งเสริม พลังงานสะอาดและพลังงานทดแทน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมยกระดับมหาวิทยาลัยสู่การเป็น มหาวิทยาลัยสีเขียว (Green University) และมหาวิทยาลัยที่ขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งภายในมหาวิทยาลัยจะช่วยเพิ่มสัดส่วนการใช้ พลังงานหมุนเวียน ในการดำเนินงานขององค์กร สนับสนุนการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุนด้านพลังงานไฟฟ้าในระยะยาว และเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานของมหาวิทยาลัย ควบคู่กับการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด

นอกจากการใช้ประโยชน์ด้านพลังงานแล้ว โครงการยังเป็น แหล่งเรียนรู้ด้านพลังงานสะอาดและการจัดการสิ่งแวดล้อม สำหรับนิสิต คณาจารย์ และนักวิจัย โดยสามารถนำข้อมูลจากระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ในการศึกษา วิเคราะห์ และพัฒนาองค์ความรู้ด้านพลังงานหมุนเวียน การอนุรักษ์พลังงาน และการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อยกระดับการเรียนการสอนและการวิจัยของมหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยนเรศวรยังให้ความสำคัญกับการบูรณาการองค์ความรู้และการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายวิชาการ เพื่อแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี นวัตกรรม และแนวปฏิบัติที่ดีด้านพลังงานสะอาด ตลอดจนร่วมกันพัฒนาแนวทางการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความร่วมมือเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ยังช่วยสนับสนุนการพัฒนาองค์ความรู้ด้านพลังงานหมุนเวียน เปิดโอกาสให้เกิดการศึกษาและติดตามประสิทธิภาพของระบบในสภาพแวดล้อมจริง รวมทั้งเป็นต้นแบบการบริหารจัดการพลังงานที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาอาคารและพื้นที่ของมหาวิทยาลัยให้มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น

การขับเคลื่อนโครงการพลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์ของมหาวิทยาลัยนเรศวร แสดงให้เห็นถึงการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการพลังงาน ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสร้างต้นแบบมหาวิทยาลัยที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาดเพื่อประโยชน์ของสังคมและประเทศในระยะยาว

ม.นเรศวร ต่อยอดกล้วยไข่ไทยสู่นวัตกรรม Nutricosmetics ขับเคลื่อนอุตสาหกรรม Functional Food

มหาวิทยาลัยนเรศวร โดย ศาสตราจารย์ ดร.เภสัชกรหญิงจารุภา วิโยชน์ คณะเภสัชศาสตร์ พร้อมทีมวิจัย ร่วมกับ บริษัท เนเจอร์ พาวเวอร์ จำกัด พัฒนา “Banana Powder Shots Sun Protection” ผลิตภัณฑ์จากกล้วยไข่ไทยในกลุ่ม Nutricosmetics โดยได้รับการสนับสนุนทุนจาก หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) เพื่อผลักดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์

งานวิจัยนี้นำ กล้วยไข่ไทย ซึ่งเป็นผลผลิตทางการเกษตรของประเทศมาต่อยอดด้วยองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ โดยมุ่งศึกษาศักยภาพของเบต้าแคโรทีนในกล้วยไข่และการประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลผิวจากภายใน เป็นการเพิ่มทางเลือกในการแปรรูปผลผลิตให้มีคุณค่าและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค

ผลิตภัณฑ์ “Banana Powder Shots Sun Protection” พัฒนาขึ้นในรูปแบบผงสำหรับรับประทาน ภายใต้แนวคิด Nutricosmetics หรือผลิตภัณฑ์เสริมความงามจากภายใน โดยเชื่อมโยงงานวิจัยด้านวัตถุดิบกับการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมต่อการนำไปใช้ประโยชน์และการพัฒนาตลาด

ความร่วมมือระหว่างนักวิจัยและบริษัท เนเจอร์ พาวเวอร์ จำกัด เปิดโอกาสให้องค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยได้รับการพัฒนาร่วมกับมุมมองของภาคธุรกิจ ทั้งด้านรูปแบบผลิตภัณฑ์ ความต้องการของผู้บริโภค และความเป็นไปได้ในการผลิต เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการต่อยอดงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์

การสนับสนุนจาก บพข. มีบทบาทในการส่งเสริมการทำงานร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยและผู้ประกอบการ เพื่อ ขับเคลื่อนอุตสาหกรรม Functional Food ของไทยด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม พร้อมพัฒนาความสามารถในการสร้างผลิตภัณฑ์อาหารมูลค่าสูงจากวัตถุดิบภายในประเทศ

ในด้านการเกษตร การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากกล้วยไข่เป็นแนวทางเพิ่มมูลค่าผลผลิตและขยายโอกาสการใช้ประโยชน์จากพืชอาหารของไทย การเชื่อมโยงวัตถุดิบทางการเกษตรเข้ากับการแปรรูปและตลาดผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง จึงมีศักยภาพสนับสนุนโอกาสทางเศรษฐกิจของผู้เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่เกษตรกรจนถึงผู้ประกอบการ

สำหรับภาคอุตสาหกรรม ผลงานนี้แสดงถึงการนำความเชี่ยวชาญทางวิชาการมาพัฒนานวัตกรรมที่มีเป้าหมายการใช้ประโยชน์ชัดเจน และเป็นพื้นฐานสำหรับการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยมุ่งสร้างความแตกต่างให้ผลิตภัณฑ์ไทยด้วย องค์ความรู้ เทคโนโลยี และคุณค่าของวัตถุดิบท้องถิ่น พร้อมเตรียมโอกาสขยายตลาดในอนาคต

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพข่าวจาก หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บทความ Banana Powder Shots Sun Protection

Sustainability

NARESUAN UNIVERSITY

Solverwp- WordPress Theme and Plugin