ม.นเรศวร ต้อนรับคณะศึกษาดูงาน อย. มุ่งพัฒนานวัตกรรมอาหารปลอดภัยสู่ความยั่งยืน

วันจันทร์ที่ 26 พฤษภาคม 2568 ผศ.ดร.วรสิทธิ์ โทจำปา คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและคณาจารย์ประจำภาควิชาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร ร่วมให้การต้อนรับคณะศึกษาดูงานจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อย่างเป็นทางการ

การเดินทางมาศึกษาดูงานในครั้งนี้ นำโดย นายแพทย์สุรโชค ต่างวิวัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา พร้อมด้วยคณะทำงาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเข้าเยี่ยมชมศักยภาพของ สถานนวัตกรรมแปรรูปอาหารและผลผลิตทางการเกษตร ภายในคณะเกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมองค์ความรู้ด้านการวิจัยและการพัฒนาผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่

นอกจากนี้ คณะศึกษาดูงานยังได้เข้าเยี่ยมชม สถานพัฒนามาตรฐานและเฝ้าระวังการปนเปื้อนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกและสินค้าเกษตรชุมชน ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการควบคุมคุณภาพการผลิต สนับสนุนรูปแบบการบริโภคและการผลิตที่รับผิดชอบ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับสินค้าทางการเกษตรที่ปลอดภัยและได้มาตรฐานสูงสุด

การเฝ้าระวังและพัฒนามาตรฐานความปลอดภัยทางอาหาร ถือเป็นรากฐานสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนในทุกช่วงวัย การลดความเสี่ยงจากสารเคมีตกค้างในผลผลิตจะช่วยลดอัตราความเจ็บป่วยและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม

ภายในกิจกรรม ผู้บริหารจากทั้งสองหน่วยงานได้ร่วมรับฟังแนวทางการดำเนินงาน ตลอดจนหารือข้อราชการเพื่อบูรณาการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การสร้างความร่วมมือที่เข้มแข็งและยั่งยืน ระหว่างสถาบันการศึกษาและหน่วยงานภาครัฐ ถือเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนและยกระดับนโยบายสาธารณสุขให้เกิดผลสัมฤทธิ์ระดับชาติ

การเชื่อมโยงศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนาของมหาวิทยาลัยนเรศวร เข้ากับบทบาทการกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา จะช่วยสนับสนุนการให้บริการประชาชนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพในอนาคต

ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยในการสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพของประชาชน ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมหรือติดต่อคณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ทางโทรศัพท์ 055-962-710 หรืออีเมล agri@nu.ac.th เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมแห่งสุขภาวะที่ดีต่อไป

ม.นเรศวร จัดการแข่งขัน Pitching โครงการ ELP#3 ดันนิสิตสู่ผู้ประกอบการระดับโลก

วันศุกร์ที่ 16 พฤษภาคม 2568 มหาวิทยาลัยนเรศวร โดย NU SEED ได้ดำเนินการจัดการแข่งขัน Pitching ในโครงการ “World Class Opportunity With Experiential Learning Program#3 (ELP#3)” (รอบมหาวิทยาลัย) ภายใต้แนวคิด “Prototype your dream – Present your future.” ณ ห้องประชุม 208 ชั้น 2 อาคารเอกาทศรถ

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมนิสิตในการปั้น Startup จากรั้วมหาวิทยาลัยสู่เวทีผู้ประกอบการระดับ Global ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมให้แก่นิสิตในการก้าวเข้าสู่โลกธุรกิจจริง และสร้างรากฐานที่มั่นคงสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องและครอบคลุม

ภายในงานได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จรูญ สารินทร์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการพิเศษ เป็นประธานในการกล่าวเปิดกิจกรรม พร้อมด้วย ดร.ปัญญวัณ ลำเพาพงศ์ รองผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยนเรศวร ที่มาร่วมกล่าวต้อนรับและมอบโอวาทเพื่อเป็นกำลังใจให้แก่นิสิตผู้เข้าแข่งขันทุกคน

กระบวนการตัดสินผลงานดำเนินไปอย่างเข้มข้น โดยได้รับความอนุเคราะห์จากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขาวิชา ประกอบด้วย ดร.สราวุธ สัตยากวี จากภาควิชาวิทยาศาสตร์การเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พรธเนศ สีนาค จากคณะสหเวชศาสตร์ และ ดร.สุภรวดี ตรงต่อธรรม จากคณะบริหารธุรกิจ เศรษฐศาสตร์และการสื่อสาร

นิสิตที่ผ่านการคัดเลือกจากเวทีนี้ จะได้รับสิทธิ์เป็นตัวแทนของมหาวิทยาลัยเพื่อก้าวเข้าสู่การแข่งขันในระดับภูมิภาคและระดับประเทศต่อไป พร้อมทั้งคว้าโอกาสสำคัญในการเป็นตัวแทนประเทศไทย เพื่อเดินทางไปแลกเปลี่ยนประสบการณ์และองค์ความรู้ในเวทีระดับนานาชาติ ร่วมกับเครือข่ายนิสิตนักศึกษาจาก 16 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ

การผนึกกำลังระหว่างหน่วยงานภายในและเครือข่ายมหาวิทยาลัยทั่วประเทศในครั้งนี้ ถือเป็นการสร้างความร่วมมือระดับสากล เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ และสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เอื้อต่อการสร้างงานที่มีคุณค่า สนับสนุนการเป็นผู้ประกอบการที่สามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การส่งเสริมผู้ประกอบการรุ่นใหม่ผ่านโครงการดังกล่าว นอกจากจะช่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศแล้ว ยังเป็นการวางรากฐานเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งในมิติของการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ที่ตอบโจทย์สังคม และการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันทางเศรษฐกิจของชาติให้เติบโตอย่างมั่นคง

ม.นเรศวร จัดอบรมความปลอดภัยทางชีวภาพ ยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติงานวิจัย

ระหว่างวันพฤหัสบดีที่ 22 ถึงวันศุกร์ที่ 23 พฤษภาคม 2568 คณะกรรมการควบคุมความปลอดภัยทางชีวภาพ มหาวิทยาลัยนเรศวร (Naresuan University Institutional Biosafety Committee: NUIBC) จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosafety) และการรักษาความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) สำหรับอาจารย์และบุคลากรมหาวิทยาลัยนเรศวร ประจำปีงบประมาณ 2568 ณ หอประชุมมหาราช 1 ศูนย์แสดงนิทรรศการและการจัดประชุมนานาชาติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (KNECC)

การอบรมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจำนวน 95 คน จัดขึ้นโดยงานจัดการมาตรฐานและเครือข่าย กองการวิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับคณะกรรมการควบคุมความปลอดภัยทางชีวภาพ มหาวิทยาลัยนเรศวร เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และทักษะที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยและเทคโนโลยีชีวภาพ

เนื้อหาการอบรมมุ่งให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจแนวทางปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยทางชีวภาพ ตระหนักถึงการประเมินและจัดการความเสี่ยง ตลอดจนสามารถปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และรับผิดชอบต่อผู้ปฏิบัติงาน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

การรักษาความปลอดภัยทางชีวภาพเป็นองค์ประกอบสำคัญของการดำเนินงานวิจัยที่มีมาตรฐาน ช่วยให้การจัดเก็บ การใช้ และการควบคุมวัสดุทางชีวภาพเป็นไปอย่างเหมาะสม ลดโอกาสเกิดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการปฏิบัติงาน

ผู้เข้าร่วมได้รับความรู้เกี่ยวกับแนวปฏิบัติและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมความพร้อมต่อการดำเนินงานภายใต้พระราชบัญญัติว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพของเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ที่จะมีผลบังคับใช้ในอนาคต

การอบรมช่วยยกระดับศักยภาพของอาจารย์และบุคลากรในการดำเนินงานวิจัยอย่างรอบคอบและเป็นระบบ พร้อมสนับสนุนให้เกิดวัฒนธรรมความปลอดภัยในหน่วยงาน ซึ่งเป็นพื้นฐานของการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานและการเรียนรู้ที่ปลอดภัย

มหาวิทยาลัยนเรศวรให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์ความรู้และมาตรฐานด้านความปลอดภัยทางชีวภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การวิจัยและนวัตกรรมเกิดประโยชน์ต่อสังคม ควบคู่กับการดูแลความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานและสาธารณะอย่างยั่งยืน

ม.นเรศวร ร่วมขับเคลื่อนเครือข่ายทรัพย์สินทางปัญญา มุ่งต่อยอดนวัตกรรมสู่สังคมอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤษภาคม 2568 มหาวิทยาลัยนเรศวร โดย นายภวัต ภาชนะ รักษาการผู้อำนวยการกองการถ่ายทอดเทคโนโลยีและบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา (DTTIP@NU) ได้เดินทางเข้าร่วมสัมมนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้และขับเคลื่อนเครือข่ายหน่วยจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและถ่ายทอดเทคโนโลยี ณ โรงแรมบางแสน เฮอริเทจ จังหวัดชลบุรี

การประชุมสัมมนาดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้โครงการส่งเสริมศักยภาพบุคลากรและขับเคลื่อนเครือข่ายบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาของสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย ซึ่งเป็นผลจากการบูรณาการความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

ภายในงานได้รับเกียรติจาก ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ผู้ช่วยปลัดกระทรวง อว. เป็นประธานในการกล่าวเปิดงาน พร้อมด้วย ศ.ดร.ศันสนีย์ ไชยโรจน์ ประธานคณะกรรมการบริหารโครงการส่งเสริมศักยภาพด้านการจัดการทรัพย์สินทางปัญญาในสถาบันอุดมศึกษา โดยมีคณะผู้บริหารและบุคลากรด้านทรัพย์สินทางปัญญาจากสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศเข้าร่วมกิจกรรม

การสัมมนาในครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนมุมมองและบูรณาการองค์ความรู้ระหว่างเครือข่ายสถาบันการศึกษา เพื่อเสริมสร้างการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นกลไกหลักในการเชื่อมโยงความร่วมมือระดับชาติเพื่อผลักดันการพัฒนาที่ยั่งยืน

การยกระดับระบบการจัดการทรัพย์สินทางปัญญา มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยส่งเสริมการลงทุนด้าน การวิจัยและพัฒนา (R&D) ตลอดจนการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสร้างความเข้มแข็งและขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ภาคอุตสาหกรรม

กระบวนการส่งเสริมศักยภาพเหล่านี้จะช่วยสร้างแรงจูงใจในการคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยี ตลอดจนผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการนำองค์ความรู้ทางวิชาการไปต่อยอดสู่การนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์จริง ทั้งในมิติของการสร้างมูลค่าเชิงธุรกิจและการพัฒนาคุณภาพชีวิตเชิงสังคม

การมีส่วนร่วมของมหาวิทยาลัยนเรศวรในเวทีระดับชาตินี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนางานด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีขององค์กร ผู้ที่สนใจสามารถติดตามความเคลื่อนไหว ข่าวสาร และการให้บริการได้ผ่านทางช่องทางสื่อสารทางการของ กองการถ่ายทอดเทคโนโลยีและบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งทางเว็บไซต์ หมายเลขโทรศัพท์ 0-5596-8727 และสื่อสังคมออนไลน์อย่างเป็นทางการของหน่วยงาน

ม.นเรศวร แถลงผลวิจัย “ข้าวพระองค์ขาว” นวัตกรรมข้าวสายพันธุ์ใหม่หนุนเกษตรกรสู่ความยั่งยืน

วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤษภาคม 2568 ณ แปลงวิจัยการปรับปรุงพันธุ์ข้าว วิชชาลัยข้าวและชาวนา มหาวิทยาลัยนเรศวร จัดงานแถลงข่าวผลการวิจัยและพัฒนา ข้าวสายพันธุ์ใหม่ ผลผลิตสูง ภายใต้ชื่อ “ข้าวพระองค์ขาว” เพื่อนำเสนอนวัตกรรมทางการเกษตรที่ตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรและชุมชน

การแถลงข่าวในครั้งนี้นำโดย ดร.ภาวัช วิจารัตน์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์การเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นนักวิจัยหลักของโครงการ โดยมี ผศ.ดร.อนุพงศ์ วงค์ตามี รองคณบดีฝ่ายโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศ และ รศ.ดร.รังสรรค์ เจริญสุข หัวหน้าภาควิชาวิทยาศาสตร์การเกษตร ร่วมให้การต้อนรับสื่อมวลชนและผู้เข้าร่วมงานอย่างอบอุ่น

สำหรับ ข้าวพระองค์ขาว ถือเป็นผลสำเร็จจากการบูรณาการองค์ความรู้และการพัฒนานวัตกรรมด้านการปรับปรุงพันธุ์พืช โดยเป็นการผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างข้าวหอมสุโขทัย 4 และปทุมธานี 1 การส่งเสริมการวิจัยในลักษณะนี้สะท้อนถึงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการเกษตรไทยให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

ลักษณะเด่นของข้าวสายพันธุ์ดังกล่าวคือ มีความสามารถในการแตกกอได้ดีเยี่ยม และให้ผลผลิตเฉลี่ยสูงถึง 900–1,000 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับความมั่นคงทางอาหาร ช่วยขจัดความหิวโหย และสนับสนุนให้ประชาชนสามารถเข้าถึงผลผลิตที่มีคุณภาพและมีโภชนาการที่เหมาะสม

นอกจากการเพิ่มปริมาณผลผลิตแล้ว งานวิจัยชิ้นนี้ยังมุ่งเน้นการส่งเสริมรูปแบบการผลิตที่ยั่งยืน การเลือกใช้สายพันธุ์พืชที่ผ่านการปรับปรุงให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม จะช่วยให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่า ลดการใช้ปัจจัยการผลิตที่เกินความจำเป็น และนำไปสู่วิถีเกษตรกรรมที่รับผิดชอบต่อระบบนิเวศ

การกระจายพันธุ์ข้าวคุณภาพดีสู่ชุมชน จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของผลผลิต และสร้างรากฐานที่มั่นคงให้แก่เศรษฐกิจระดับท้องถิ่น เพื่อให้ชุมชนเกษตรกรรมสามารถพึ่งพาตนเองและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

มหาวิทยาลัยนเรศวรยังคงเดินหน้าสนับสนุนงานวิจัยที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง สำหรับเกษตรกรหรือหน่วยงานที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับพันธุ์ข้าวและการเพาะปลูก สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 09-2551-6262 เพื่อนำไปต่อยอดและขยายผลในพื้นที่ทางการเกษตรต่อไป

ม.นเรศวร ลงพื้นที่ให้บริการทันตกรรมฟรีแก่ประชาชน มุ่งลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ

วันอังคารที่ 13 พฤษภาคม 2568 หน่วยทันตกรรมพระราชทานฯ คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้ลงพื้นที่ให้บริการรักษาทางทันตกรรมโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายแก่ประชาชนในเขตภาคเหนือตอนล่าง ณ เทศบาลตำบลพันเสา อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก เพื่อส่งเสริมการดูแลสุขภาพช่องปากของคนในชุมชน

การออกหน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่ในครั้งนี้ ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก โดยมีประชาชนในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียงเดินทางมาเข้ารับบริการรวมทั้งสิ้น 160 ราย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวและความต้องการการดูแลรักษาสุขภาพช่องปากในระดับชุมชน

สำหรับรายละเอียดของการให้บริการรักษาทางทันตกรรมแก่ประชาชนทั้ง 160 รายนั้น แบ่งออกเป็นการให้บริการ ถอนฟัน จำนวน 50 ราย การให้บริการ อุดฟัน จำนวน 39 ราย การให้บริการ ขูดหินปูน จำนวน 68 ราย และการให้บริการ ผ่าฟันคุด จำนวน 3 ราย

กิจกรรมดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของ โรงเรียนทันตแพทย์เพื่อสังคม ที่มุ่งส่งเสริมให้ประชาชนทุกคนมีสุขภาพและสวัสดิภาพที่ดี โดยให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการดูแลสุขภาพช่องปากขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการมีสุขภาพกายโดยรวมที่แข็งแรงสมบูรณ์

นอกจากการให้บริการรักษาพยาบาลทางการแพทย์แล้ว ทางคณะฯ ยังมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน ผ่านการให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดูแลช่องปากที่ถูกต้อง และการสร้างโอกาสในการเข้าถึงบริการทางทันตกรรมในชุมชนอย่างทั่วถึง

การดำเนินงานในพื้นที่ชุมชนอย่างต่อเนื่องนี้ ยังเป็นการตอกย้ำถึงความพยายามในการลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ ทำให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีมาตรฐานได้อย่างเท่าเทียมกัน

คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ยังคงตั้งปณิธานและมุ่งมั่นในการสร้างสังคมสุขภาพดี มีคุณภาพ เพื่อตอบสนองความต้องการของสังคมอย่างแท้จริง โดยผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารและการดำเนินงานได้ทางเว็บไซต์ www.dent.nu.ac.th และเฟซบุ๊ก Dentistry Naresuan University

ม.นเรศวร เตรียมความพร้อมการดูแลนิสิต 24 ชั่วโมง ผ่านศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน

วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤษภาคม 2568 กองกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยนเรศวร จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรื่อง “แนวทางการปฏิบัติงานของศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินนิสิต” ณ ห้อง KOMMON by KBank อาคารปราบไตรจักร เพื่อพัฒนาแนวทางการดูแลและช่วยเหลือนิสิตในกรณีจำเป็นหรือเร่งด่วน

กิจกรรมมุ่งเปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติงานได้นำประเด็น ปัญหา และประสบการณ์ที่เคยพบจากการปฏิบัติงานจริงมาร่วมแลกเปลี่ยน เพื่อกำหนดแนวทางการให้ความช่วยเหลือ การส่งต่อ และการติดตามนิสิตอย่างเหมาะสม

สาระสำคัญของการแลกเปลี่ยนครอบคลุมการรับแจ้งเหตุ การประเมินความเร่งด่วนของสถานการณ์ และการประสานผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถให้ความช่วยเหลือนิสิตได้อย่างรวดเร็ว รอบคอบ และคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ

ผู้เข้าร่วมยังได้ร่วมพิจารณาแนวทางการส่งต่อนิสิตในกรณีจำเป็น ทั้งการประสานภายในมหาวิทยาลัยและการเชื่อมต่อกับผู้เกี่ยวข้องภายนอก เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปตามลักษณะของเหตุและความต้องการของนิสิตแต่ละราย

ในการนี้ ได้รับความอนุเคราะห์จากผู้ประสานงานด้านกิจการนิสิต คณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะศึกษาศาสตร์ ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติในการดูแลนิสิตกรณีเร่งด่วน ซึ่งช่วยให้เกิดความเข้าใจร่วมกันระหว่างส่วนงาน

การติดตามผลหลังการช่วยเหลือเป็นอีกประเด็นสำคัญที่นำมาหารือ เพื่อให้การดูแลมีความต่อเนื่อง และนิสิตได้รับคำแนะนำหรือการสนับสนุนที่เหมาะสมตามสถานการณ์ โดยครอบคลุมทั้งสุขภาวะทางกายและใจ

กิจกรรมนี้ ส่งเสริมการดูแลนิสิตอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ผ่านการพัฒนาแนวปฏิบัติร่วมกันของผู้ปฏิบัติงาน ช่วยลดความซ้ำซ้อนในการประสานงาน และเสริมความพร้อมของศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินนิสิตในการรองรับสถานการณ์ต่าง ๆ

มหาวิทยาลัยนเรศวรให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบดูแลนิสิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้และการใช้ชีวิตที่ปลอดภัย น่าอยู่ และพร้อมดูแลนิสิตในทุกสถานการณ์

ม.นเรศวร เปิด Gear Station สถานีชาร์จรถไฟฟ้าแห่งแรก มุ่งสู่มหาวิทยาลัยพลังงานสะอาดและการพัฒนาที่ยั่งยืน

วันพุธที่ 30 เมษายน 2568 มหาวิทยาลัยนเรศวร จัดพิธีเปิด Gear Station สถานีบริการชาร์จแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าแห่งแรกของมหาวิทยาลัยนเรศวร ณ ลานอาคารเรียนรวม (EN) คณะวิศวกรรมศาสตร์ เพื่อสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าภายในมหาวิทยาลัย และสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่านจากการใช้พลังงานเชื้อเพลิงแบบเดิมไปสู่การใช้พลังงานไฟฟ้าในภาคการขนส่ง โดยสถานีดังกล่าวนับเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสู่การเป็นพื้นที่ต้นแบบด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการพัฒนาที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม

การจัดตั้ง Gear Station สะท้อนแนวทางของมหาวิทยาลัยนเรศวรในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้สอดรับกับบริบทด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยยานยนต์ไฟฟ้าเป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในภาคการขนส่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่มีการใช้พลังงานและก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การมีสถานีชาร์จภายในมหาวิทยาลัยจึงช่วยสนับสนุนให้บุคลากร นิสิต และผู้ใช้บริการที่มีรถยนต์ไฟฟ้าสามารถเข้าถึงระบบชาร์จได้สะดวกมากขึ้น และส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางในระยะยาว

สถานีบริการชาร์จแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ยังมีบทบาทในการสร้างระบบนิเวศด้านการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมภายในพื้นที่มหาวิทยาลัย เพราะการเพิ่มจุดให้บริการชาร์จช่วยลดข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า และสร้างความพร้อมรองรับจำนวนยานยนต์ไฟฟ้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น การพัฒนาสถานีชาร์จจึงไม่ได้เป็นเพียงการติดตั้งอุปกรณ์สำหรับเติมพลังงานให้กับยานพาหนะ แต่เป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้พลังงานและการเดินทางอย่างเป็นระบบ

ในมิติด้านสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้ามีส่วนช่วย ลดการปล่อยมลพิษจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงโดยตรงจากยานพาหนะ โดยเฉพาะมลพิษทางอากาศที่เกิดขึ้นจากเครื่องยนต์สันดาปภายใน ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบขนส่งที่ใช้พลังงานไฟฟ้ายังเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการขนส่ง ทั้งนี้ ผลด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาพรวมจะขึ้นอยู่กับแหล่งที่มาของไฟฟ้าที่นำมาใช้ในการชาร์จด้วย จึงเป็นประเด็นที่สามารถต่อยอดไปสู่การบริหารจัดการพลังงานสะอาดภายในมหาวิทยาลัยได้ในอนาคต

Gear Station ยังสามารถเป็นพื้นที่สำหรับการเรียนรู้และต่อยอดองค์ความรู้ด้านพลังงาน เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า และวิศวกรรมที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเมื่อสถานีตั้งอยู่ภายในพื้นที่ของ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งมีศักยภาพในการนำโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวมาใช้เป็นกรณีศึกษาในด้านการออกแบบระบบพลังงาน การจัดการสถานีชาร์จ การวิเคราะห์การใช้ไฟฟ้า ตลอดจนการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้าและระบบพลังงานอัจฉริยะ การเชื่อมโยงระหว่างโครงสร้างพื้นฐานจริงกับการเรียนรู้จึงช่วยสร้างประสบการณ์ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการพัฒนาเมืองและชุมชนในอนาคต

การดำเนินงานดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางการ ลดการใช้พลังงานจากฟอสซิล และเพิ่มทางเลือกในการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคการขนส่ง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานในชีวิตประจำวัน การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จ จะช่วยสร้างความพร้อมให้กับผู้ใช้งานและสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงระบบพลังงานในระดับองค์กร ทั้งยังสามารถนำข้อมูลจากการใช้งานสถานีมาวิเคราะห์เพื่อวางแผนการใช้พลังงานและบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การมีสถานีชาร์จรถไฟฟ้าภายในมหาวิทยาลัยยังสามารถเชื่อมโยงกับการพัฒนาระบบ มหาวิทยาลัยสีเขียวและพื้นที่การเรียนรู้ด้านความยั่งยืน โดยเปิดโอกาสให้บุคลากร นิสิต และผู้เกี่ยวข้องได้เห็นตัวอย่างของการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม การดำเนินงานสามารถต่อยอดไปสู่การเก็บข้อมูลการใช้พลังงาน การประเมินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการวางแผนเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาด เช่น การเชื่อมโยงสถานีชาร์จกับระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในระยะยาว

การเปิด Gear Station จึงเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของมหาวิทยาลัยนเรศวรให้รองรับการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานและการเดินทาง พร้อมสร้างโอกาสในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม สถานีชาร์จรถไฟฟ้าแห่งนี้สามารถทำหน้าที่ทั้งในฐานะโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการเดินทางและพื้นที่เรียนรู้ด้านพลังงาน เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสู่การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการใช้พลังงานจากฟอสซิล ลดการปล่อยมลพิษ และส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน ในระดับมหาวิทยาลัยและสังคมโดยรอบ

ม.นเรศวร ถ่ายทอดความรู้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน

วันจันทร์ที่ 28 เมษายน 2568 รองศาสตราจารย์ ดร.นิพนธ์ เกตุจ้อย ผู้อำนวยการวิทยาลัยพลังงานทดแทนและสมาร์ตกริดเทคโนโลยี (SGtech) มหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นวิทยากรบรรยายหัวข้อ “ความรู้พื้นฐานการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา” ณ โรงแรมเดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ กรุงเทพมหานคร ภายในงานสัมมนาเชิงวิชาการด้านระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ การบรรยายครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการถ่ายทอดองค์ความรู้ทางวิชาการสู่ผู้เข้าร่วมสัมมนา เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ผลิตไฟฟ้า และเป็นพื้นฐานสำหรับการพิจารณาประยุกต์ใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนอย่างเหมาะสม โดยเชื่อมโยงความรู้ด้านพลังงานกับการใช้ประโยชน์จากพื้นที่อาคารและการวางแผนใช้ทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพ

การสัมมนาจัดโดย สมาคมไฟฟ้าและพลังงานไอทริปเปิลอี (ประเทศไทย) [IEEE Power & Energy Society (Thailand)] ร่วมกับวิทยาลัยพลังงานทดแทนและสมาร์ตกริดเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนเรศวร ภายใต้หัวข้อ “ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) และบนพื้น (Solar Farm): นโยบาย ข้อกำหนด การออกแบบ การติดตั้ง การดำเนินงาน การบำรุงรักษา และการประเมินทางเศรษฐศาสตร์” ซึ่งครอบคลุมประเด็นสำคัญตั้งแต่การวางแผนจนถึงการดูแลระบบตลอดการใช้งาน การนำองค์ความรู้หลายด้านมาประกอบกันช่วยให้การพิจารณาพัฒนาระบบผลิตไฟฟ้ามีความรอบด้าน ทั้งด้านความเหมาะสมทางเทคนิค การปฏิบัติตามข้อกำหนด และความคุ้มค่าในการลงทุน อันเป็นพื้นฐานของ การพัฒนาพลังงานสะอาดอย่างมีประสิทธิภาพ

หัวข้อ ความรู้พื้นฐานการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา มีความสำคัญต่อการสร้างความเข้าใจก่อนตัดสินใจนำระบบมาใช้งาน เนื่องจากการพัฒนาระบบผลิตไฟฟ้าควรเริ่มจากการพิจารณาความเหมาะสมของพื้นที่ควบคู่กับความต้องการใช้พลังงาน การมีพื้นฐานความรู้ที่ถูกต้องช่วยให้ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและหารือกับผู้เชี่ยวชาญได้อย่างตรงประเด็น รวมถึงพิจารณาทางเลือกที่สอดคล้องกับลักษณะอาคารและวัตถุประสงค์การใช้งาน การถ่ายทอดองค์ความรู้ในหัวข้อนี้จึงสนับสนุนการเตรียมความพร้อมสำหรับการใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทน และช่วยให้การวางแผนใช้ พลังงานแสงอาทิตย์ คำนึงถึงประโยชน์ในระยะยาว ทั้งด้านการจัดการพลังงาน การใช้ทรัพยากร และความเหมาะสมของการลงทุน

ในด้านการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา เป็นแนวทางหนึ่งในการใช้ประโยชน์จากพื้นที่อาคารที่มีอยู่เพื่อผลิตพลังงาน โดยการพิจารณานำระบบมาใช้ควรเชื่อมโยงกับการวางแผนจัดการพลังงานของอาคารอย่างเป็นระบบ ทั้งการสำรวจความต้องการใช้ไฟฟ้า การพิจารณาศักยภาพของพื้นที่ และการกำหนดแนวทางดูแลระบบ การส่งเสริมความรู้จึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าใจว่าการพัฒนาพลังงานสะอาดต้องอาศัยการเตรียมความพร้อมหลายด้านควบคู่กัน เพื่อให้การใช้พื้นที่และทรัพยากรเกิดประโยชน์อย่างเหมาะสม และสนับสนุน การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ตามบริบทและข้อจำกัดของแต่ละอาคาร

ประเด็น การออกแบบ การติดตั้ง การดำเนินงาน และการบำรุงรักษา ที่ปรากฏในกรอบการสัมมนา สะท้อนความสำคัญของการพิจารณาระบบผลิตไฟฟ้าตลอดระยะเวลาการใช้งาน การส่งเสริมพลังงานทดแทนจึงควรให้ความสำคัญกับคุณภาพของการดำเนินงานในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การศึกษาข้อมูลก่อนติดตั้ง การเลือกแนวทางที่เหมาะสม ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมในการดูแลรักษา ทั้งนี้ ความรู้ด้านนโยบายและข้อกำหนดยังเป็นองค์ประกอบที่ช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าใจเงื่อนไขในการพัฒนาโครงการ การเรียนรู้ประเด็นเหล่านี้ร่วมกันเป็นพื้นฐานสำหรับการวางแผนระบบพลังงานที่คำนึงถึง ความปลอดภัย ความเหมาะสมทางเทคนิค และการใช้งานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับความยั่งยืนของการลงทุนด้านพลังงาน

สำหรับ การประเมินทางเศรษฐศาสตร์ เป็นอีกประเด็นสำคัญที่ช่วยประกอบการตัดสินใจพัฒนาระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ โดยควรพิจารณาค่าใช้จ่ายและประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับให้สอดคล้องกับเงื่อนไขการใช้งานจริง การประเมินความคุ้มค่าอย่างรอบด้านช่วยให้ผู้สนใจมีข้อมูลสำหรับเปรียบเทียบทางเลือกและวางแผนงบประมาณได้เหมาะสม รวมถึงคำนึงถึงภาระการดูแลรักษาระบบในระยะยาว การเชื่อมโยงความรู้ทางเทคนิคกับมิติทางเศรษฐศาสตร์จึงสนับสนุน การตัดสินใจลงทุนบนพื้นฐานข้อมูล และการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ อันเป็นส่วนสำคัญของการขยายการใช้พลังงานสะอาดให้เหมาะสมกับศักยภาพของผู้ใช้งานและบริบทของแต่ละโครงการ

การร่วมจัดสัมมนาและการเป็นวิทยากรของผู้อำนวยการ SGtech ในครั้งนี้ แสดงถึงบทบาทของ มหาวิทยาลัยนเรศวรในการบริการวิชาการและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านพลังงานทดแทน ผ่านความร่วมมือกับองค์กรวิชาชีพด้านไฟฟ้าและพลังงาน การเผยแพร่ความรู้พื้นฐานควบคู่กับประเด็นการพัฒนาระบบผลิตไฟฟ้าอย่างรอบด้าน เป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมให้ผู้เข้าร่วมสามารถนำความรู้ไปใช้ประกอบการศึกษาและวางแผนด้านพลังงานตามบริบทของตนเอง อีกทั้งยังสนับสนุนการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับทางเลือกในการใช้พลังงานสะอาด การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และการพัฒนาโครงการที่คำนึงถึงการดำเนินงานในระยะยาว เพื่อเป็นพื้นฐานของ การพัฒนาพลังงานอย่างยั่งยืน และการนำองค์ความรู้ทางวิชาการไปใช้ประโยชน์ในสังคม

ม.นเรศวร เผยแผนพัฒนาสถานีวิจัยและฝึกอบรมบึงราชนก มุ่งสู่ศูนย์กลางการศึกษาและการเกษตรยั่งยืน

วันจันทร์ที่ 28 เมษายน 2568 รองศาสตราจารย์ ดร.ศรินทร์ทิพย์ แทนธานี รักษาราชการแทนอธิการบดี พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิริชัย ตันรัตนวงศ์ รองอธิการบดีฝ่ายโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีสารสนเทศ และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชนินทร์ อัมพรสถิร รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดี ได้เดินทางไปร่วมประชุมปรึกษาหารือกับผู้บริหารคณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ณ สถานีวิจัยและฝึกอบรมบึงราชนก

การประชุมในครั้งนี้มีคณะผู้บริหารและคณาจารย์จากคณะเกษตรศาสตร์ฯ นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรสิทธิ์ โทจำปา และทีมผู้บริหาร ให้การต้อนรับและร่วมหารือ เพื่อกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนพื้นที่ตามแผนยุทธศาสตร์ที่สำคัญ

การดำเนินงานดังกล่าวสอดคล้องกับแผนการพัฒนาพื้นที่สถานีวิจัยและฝึกอบรมบึงราชนก ภายใต้กรอบระยะเวลา พ.ศ. 2567–2573 ในหัวข้อ “การเตรียมความพร้อมสู่การเติบโตและความยั่งยืนของการศึกษา การวิจัย และการบริการวิชาการทางการเกษตร” ของคณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร

เป้าหมายสำคัญของการหารือคือการพัฒนาสถานีวิจัยฯ ให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ที่ครบวงจร รองรับการเรียนการสอนด้านการเกษตร สัตวศาสตร์ และการประมง โดยมุ่งเน้นการบูรณาการองค์ความรู้เพื่อสนับสนุนกระบวนการเรียนรู้ของนิสิต และผลิตนิสิตเพื่อเป็นผู้นำด้านเกษตรยั่งยืน

การยกระดับพื้นที่ดังกล่าวให้เกิดประโยชน์สูงสุด จำเป็นต้องมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและความจำเป็นพื้นฐานที่สำคัญ ได้แก่ การปรับปรุงถนนโดยรอบสถานี การอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางและขนส่งเพื่อให้นิสิตสามารถเข้ามาใช้งานพื้นที่ได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ทั้ง ระบบน้ำ และไฟฟ้า ซึ่งเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักในการทำวิจัยและการจัดการฟาร์ม เพื่อสนับสนุนกระบวนการผลิตและการบริโภคที่รับผิดชอบต่อทรัพยากรในระบบนิเวศ

การบริหารจัดการพื้นที่เพื่อการเรียนรู้ด้านการประมงและสัตวศาสตร์ภายในสถานีวิจัย จะต้องคำนึงถึงความสมดุลทางธรรมชาติและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางน้ำ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศรอบข้าง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว

Sustainability

NARESUAN UNIVERSITY

Solverwp- WordPress Theme and Plugin