ม.นเรศวร ส่งเสริม ขับเคลื่อนธุรกิจนวัตกรรมไทย สร้างความร่วมมือเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม 2567 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมลักษณ์ วรรณฤมล กีเยลาโรว่า ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยนเรศวร นำทีมบุคลากรอุทยานฯ เข้าร่วมการสัมมนา “ปลดล็อกมหา’ลัย ขับเคลื่อนธุรกิจนวัตกรรมไทย สู่เป้าหมาย 1,000 x 1,000 ร่วมสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 1 ล้านล้านบาท” (ภาคเหนือ) จัดโดยสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ณ NSP Rice Grain Auditorium อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่

การสัมมนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา หน่วยงานภาครัฐ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ในการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) เพื่อยกระดับธุรกิจนวัตกรรมไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและแข่งขันได้ในระดับสากล ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการ ส่งเสริมการใช้ผลงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์

ภายในงานได้รับเกียรติจากผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคเหนือ กล่าวเปิดงาน พร้อมบรรยายในหัวข้อ “การจัดตั้งและดำเนินการ University Holding Company” ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในการพัฒนากลไกการลงทุนและความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ภาครัฐ และภาคเอกชน

นอกจากนี้ ยังมีการบรรยายในหัวข้อ “การปลดล็อกระบบนิเวศเพื่อส่งเสริมธุรกิจนวัตกรรมไทย” และ “นโยบายส่งเสริมการร่วมลงทุนในธุรกิจนวัตกรรมและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง” โดยเฉพาะการดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2566 ที่มุ่งเน้นการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม

ในช่วงเสวนาปิดท้าย มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวทางในหัวข้อ “การส่งเสริม Startup/Spin-Off จากงานวิจัยและนวัตกรรม” ซึ่งเป็นเวทีให้ผู้เข้าร่วมได้เห็นตัวอย่างความสำเร็จ และแนวทางการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมในอนาคต โดยอาศัยความร่วมมือจากหลากหลายภาคส่วน

การเข้าร่วมสัมมนาของอุทยานวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยนเรศวรครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำบทบาทของมหาวิทยาลัยในการ ส่งเสริมและสนับสนุนงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับประเทศ เพื่อพัฒนากลไกการลงทุนและสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบนวัตกรรมไทย

นอกจากนั้น ความร่วมมือที่เกิดขึ้นยังสะท้อนถึงการบูรณาการระหว่างสถาบันอุดมศึกษา ภาครัฐ และเอกชน ในการพัฒนาเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ

การสัมมนาครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ แต่ยังเป็น พลังขับเคลื่อนธุรกิจนวัตกรรมไทย ให้เติบโตบนพื้นฐานของความร่วมมือ และการสร้างคุณค่าใหม่ที่ยั่งยืนต่อเศรษฐกิจและสังคมไทยในอนาคต

ม.นเรศวร ตรวจสอบอาหารทุกขั้นตอน มั่นใจ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน

โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร ร่วมกับสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 2 จังหวัดพิษณุโลก ได้ดำเนินการสุ่มตรวจคุณภาพอาหารในศูนย์อาหาร NU Square และศูนย์อาหาร NU Canteen โดยใช้เครื่องวัดความเค็ม (Salt meter) เพื่อตรวจสอบปริมาณเกลือและโซเดียมในอาหารที่จำหน่ายให้กับนิสิตและประชาชนผู้ใช้บริการ ถือเป็นความร่วมมือที่สำคัญในการสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยทางอาหารและสุขภาพของผู้บริโภค

การตรวจสอบครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อประเมินคุณภาพอาหารที่จำหน่ายภายในมหาวิทยาลัย ว่ามีความเหมาะสมต่อการบริโภคและไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น ความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับการบริโภคโซเดียมเกินความจำเป็น

นอกจากนี้ การตรวจสอบคุณภาพอาหารยังสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาความยั่งยืนด้านอาหาร ที่มุ่งเน้นการสร้างสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการมีพฤติกรรมการบริโภคที่ดีต่อสุขภาพ การลดโซเดียมในอาหารถือเป็นมาตรการสำคัญในการส่งเสริมความมั่นคงทางอาหาร ควบคู่ไปกับการลดความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพในอนาคต

การดำเนินงานในครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับหน่วยงานภาครัฐในระดับท้องถิ่น เพื่อยกระดับคุณภาพอาหารและความปลอดภัยทางโภชนาการ การผนึกกำลังกันเช่นนี้ช่วยเสริมให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและสามารถเป็นต้นแบบให้กับสถานศึกษาและชุมชนอื่น ๆ

อีกทั้ง มหาวิทยาลัยนเรศวรยังให้ความสำคัญกับการเป็นพื้นที่ต้นแบบด้านการสร้างเสริมสุขภาพของนิสิตและบุคลากรภายในมหาวิทยาลัย ผ่านการจัดการสิ่งแวดล้อมด้านอาหารที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และมีคุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสม เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการเรียนรู้ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพ

การตรวจสอบคุณภาพอาหารที่ดำเนินการครั้งนี้ ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การควบคุมมาตรฐานเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความตระหนักรู้ให้กับผู้ประกอบการร้านอาหารภายในมหาวิทยาลัย ให้ตระหนักถึงความสำคัญของการลดการใช้เกลือและโซเดียมในกระบวนการปรุงอาหาร เพื่อร่วมกันสร้างสังคมการกินที่ปลอดภัยและยั่งยืน

ท้ายที่สุด การร่วมมือของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวรกับสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 2 จังหวัดพิษณุโลกครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงพลังของการบูรณาการเพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมด้านความมั่นคงทางอาหาร และการสร้างเครือข่ายพันธมิตรเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับท้องถิ่นและระดับมหาวิทยาลัย

ม.นเรศวร ลงนาม MOU ร่วมกับภาคีเครือข่ายพัฒนาคุณภาพบริการสุขภาพ AACI ส่งเสริมมาตรฐาน GHA เพื่อยกระดับบริการสุขภาพ

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2567 รองศาสตราจารย์ ดร.ศรินทร์ทิพย์ แทนธานี รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวร ได้เป็นประธานในพิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) กับภาคีเครือข่ายในการพัฒนาคุณภาพบริการสุขภาพ (AACI) โดยมี ผศ.พญ.พิริยา นฤขัตรพิชัย คณบดีคณะแพทยศาสตร์, นพ.สมพร คำผง กรรมการบริหารสถาบัน AACI, รองประธานอาวุโส AACI อเมริกา และคุณเรวัต เด่นจักรวาฬ กรรมการผู้จัดการ AACI เอเชียแปซิฟิก ร่วมลงนามในครั้งนี้ ณ บริเวณโถงชั้น 4 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา 2

วัตถุประสงค์ของการจัดโครงการ โครงการสัมมนามาตรฐานภาคีเครือข่ายในการพัฒนาคุณภาพบริการสุขภาพ (AACI) และการลงนามข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) มีวัตถุประสงค์หลักในการส่งเสริมให้ผู้บริหารและบุคลากรของคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยนเรศวร รวมถึงผู้บริหารจากคณะอื่นๆ ในมหาวิทยาลัย ได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรฐาน GHA (Global Health Accreditation) และ AACI (Asian Association for Clinical Improvement) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่สำคัญในการพัฒนาคุณภาพบริการสุขภาพ

การลงนามใน MOU ครั้งนี้ จะช่วยส่งเสริมความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยนเรศวรและภาคีเครือข่ายต่างๆ เช่น GHA, AACI และ Planetree ในการพัฒนาคุณภาพการบริการสุขภาพอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการยกระดับบริการทางการแพทย์และสุขภาพในมหาวิทยาลัยนเรศวรและชุมชนในระดับประเทศ

กิจกรรมภายในโครงการ โครงการสัมมนาครั้งนี้มีการจัดอบรมเพื่อให้ผู้บริหารและบุคลากรของคณะแพทยศาสตร์ ได้เรียนรู้ถึงมาตรฐาน AACI และ GHA ซึ่งจะช่วยในการพัฒนาคุณภาพการบริการสุขภาพในด้านต่างๆ เช่น การปรับปรุงกระบวนการทำงานของโรงพยาบาล การยกระดับมาตรฐานการรักษาผู้ป่วย และการสร้างความยั่งยืนในระบบบริการสุขภาพ

นอกจากนี้ยังมีการถ่ายทอดข้อมูลและแนวทางการพัฒนาคุณภาพบริการสุขภาพผ่านการอบรมออนไลน์ทาง Zoom Meeting ซึ่งมีผู้บริหารและบุคลากรจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร รวมถึงคณะอื่นๆ และบุคลากรสายสนับสนุนที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 150 คน

ความสำคัญและการส่งเสริม SDGs 3 และ 17 การลงนาม MOU และการจัดสัมมนาครั้งนี้สอดคล้องกับ SDG 3: การมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ซึ่งมุ่งเน้นการเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพและการพัฒนาบริการทางการแพทย์ให้มีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกกลุ่มประชากร โดยเฉพาะในด้านการพัฒนาคุณภาพบริการสุขภาพที่สามารถเข้าถึงและตอบสนองความต้องการของผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิผล นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับ SDG 17: การสร้างความร่วมมือเพื่อการพัฒนา ซึ่งเน้นการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคีเครือข่ายต่างๆ ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและบริการสุขภาพอย่างยั่งยืน โดยการลงนามข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นการสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยนเรศวรและภาคีเครือข่ายต่างๆ เพื่อการพัฒนาคุณภาพการบริการสุขภาพในระยะยาว

การลงนามข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) นี้เป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการบริการสุขภาพและส่งเสริมการทำงานร่วมกันระหว่างองค์กรต่างๆ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะในด้านสุขภาพ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่สำคัญในวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนของมหาวิทยาลัยนเรศวร.

ม.นเรศวร เสริมความร่วมมือ PEA ขับเคลื่อนงานวิจัยพลังงานสะอาด

วันจันทร์ที่ 25 มีนาคม 2567 บุคลากรคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศรารัตน์ มหาศรานนท์ รองคณบดีฝ่ายนวัตกรรมและถ่ายทอดเทคโนโลยี ได้เข้าร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) เขต 1 ภาคกลาง จังหวัดอยุธยา โดยมีนายสุชาติ อ้นรุ่ง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย นวัตกรรม และควบคุมคุณภาพอุปกรณ์ไฟฟ้า, นายภีวัช ทันตานุวัฏฏ ผู้อำนวยการกองวิจัยและควบคุมคุณภาพอุปกรณ์ไฟฟ้า และทีมงานร่วมกิจกรรม ภายใต้หัวข้อ “การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) พบ นักวิจัยคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร”

กิจกรรมดังกล่าวมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนความรู้ด้าน นวัตกรรมและเทคโนโลยีพลังงาน โดยมีการแนะนำหน่วยวิจัยพลังงานอัจฉริยะ (SE-SiL) และหน่วยงานนวัตกรรมและถ่ายทอดเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัย ซึ่งเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือระหว่างนักวิจัย มหาวิทยาลัย และ PEA ในด้านงานวิจัยและบริการวิชาการในอนาคต

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้แนะนำหน่วยงาน “กองทุนการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม” ซึ่งสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีของหน่วยงานภายนอก เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และสามารถนำผลงานวิจัยไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานของ PEA อย่างมีประสิทธิภาพ

ขอบเขตของงานวิจัยและพัฒนาที่ได้รับการสนับสนุนมีหลายประเภท ได้แก่ การวิจัยและพัฒนาเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การเตรียมรองรับปัญหาในระยะปานกลางถึงยาว และการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่สามารถนำไปขยายผลใช้ประโยชน์ในวงกว้าง ซึ่งสะท้อนถึงการสนับสนุน พลังงานสะอาดและยั่งยืน

นอกจากนี้ งานวิจัยและพัฒนาที่ส่งเสริมโดยกองทุนยังครอบคลุมด้าน Decentralization เช่น ระบบโครงข่ายไฟฟ้าขนาดเล็ก (Microgrid) ระบบผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ (Distributed Energy Resources) และระบบจัดการพลังงาน (Energy Management System) เพื่อให้การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพสูงสุดและลดการสูญเสียพลังงาน

ในส่วนของ Digitalization งานวิจัยเน้นระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid), เมืองอัจฉริยะ (Smart City), การบริหารจัดการพลังงาน และอุปกรณ์อัจฉริยะ เช่น Smart Meter และ IoT ที่ช่วยให้การจัดการพลังงานมีความแม่นยำและยั่งยืนมากขึ้น

ขอบเขต Decarbonization และ Electrification ครอบคลุมพลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ลม น้ำ และชีวมวล รวมถึงระบบกักเก็บพลังงาน ยานยนต์ไฟฟ้า และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายความยั่งยืนของสังคม

การแลกเปลี่ยนประสบการณ์และการสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยนเรศวรกับ PEA เป็นการส่งเสริม การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมพลังงาน อย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับชุมชน อุตสาหกรรม และประเทศชาติ เพื่อขับเคลื่อนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกองทุนการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม ติดต่อได้ที่ ฝ่ายวิจัย นวัตกรรม และควบคุมคุณภาพอุปกรณ์ไฟฟ้า โทรศัพท์ 02-590-5577 หรือเว็บไซต์ https://www.pea.co.th/ และงานนวัตกรรมและถ่ายทอดเทคโนโลยี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร https://www.sci.nu.ac.th/acadservice/index.php

ม.นเรศวร ต้อนรับ กฟภ. ศึกษาดูงานระบบไมโครกริด เสริมความร่วมมือด้านพลังงานสะอาด

วันอังคารที่ 26 มีนาคม 2567 รองศาสตราจารย์ ดร.นิพนธ์ เกตุจ้อย ผู้อำนวยการ SGtech พร้อมด้วยผู้บริหาร อาจารย์ และบุคลากร ได้ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารและบุคลากรจากฝ่ายวิจัย นวัตกรรม และควบคุมคุณภาพอุปกรณ์ไฟฟ้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ในการเข้าศึกษาดูงานด้านระบบไมโครกริด ภายใต้โครงการ “งานศึกษาและทดลองระบบบริหารจัดการรักษาสมดุลของระบบจำหน่ายแรงดันต่ำเพื่อรองรับ Disruptive Technology (Balanced LV)”

การศึกษาดูงานครั้งนี้มุ่งเน้นการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับ ระบบไมโครกริด (Microgrid) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญในการบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้า โดยช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และรองรับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านพลังงานในอนาคต

ภายในกิจกรรมมีการบรรยายและให้ความรู้โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ยอดธง เม่นสิน รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พรทิพย์ เม่นสิน และ ดร.อัญชิษฐา ปราสาททรัพย์ ซึ่งได้อธิบายถึงแนวทางการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และแนวโน้มการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานพลังงานไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

โครงการดังกล่าวสะท้อนถึงการส่งเสริม นวัตกรรมด้านพลังงานสะอาด และการใช้เทคโนโลยีที่สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนการลดภาวะโลกร้อน และการสร้างสมดุลระหว่างความต้องการใช้พลังงานกับการรักษาสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ การศึกษาดูงานยังเป็นเวทีในการสร้าง ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และการพัฒนาโครงการร่วมกัน อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพงานวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสังคม

การมีส่วนร่วมของนักวิชาการและบุคลากรในครั้งนี้ยังช่วยผลักดันการประยุกต์ใช้ พลังงานหมุนเวียนและการจัดการพลังงานอัจฉริยะ ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการรองรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ และตอบสนองความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในภาพรวม การศึกษาดูงานระบบไมโครกริดครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของมหาวิทยาลัยในการสนับสนุนการใช้พลังงานอย่างยั่งยืน และเป็นตัวอย่างที่ดีของการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคพลังงาน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาที่สอดคล้องกับแนวทางความยั่งยืนในระดับประเทศและระดับสากล

NU SciPark ม.นเรศวร ร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ

วันพฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม 2567 ดร.พิสุทธิ์ อภิชยกุล รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และการถ่ายทอดเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนเรศวร พร้อมด้วยบุคลากรอุทยานวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยนเรศวร (NU SciPark) เข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการ “ถ่ายทอดองค์ความรู้และแนวทางการพัฒนาสู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ” ณ ห้องประชุมนารายณ์ ชั้น 3 สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดพิษณุโลก

กิจกรรมครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นายทรงพล วิชัยขัทคะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานกล่าวเปิดการอบรม โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 30 คน จากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และภาควิชาการ ร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้และหารือแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนในพื้นที่เป้าหมาย

ภายในงานมีวิทยากรจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม ถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับหลักการและแนวคิดเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ พร้อมทั้งให้คำแนะนำด้านการดำเนินงานเชิงบูรณาการ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการจัดการสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระดับพื้นที่

การอบรมยังครอบคลุมถึงการทบทวนและวางแนวทางการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ระยะ 5 ปี (พ.ศ.2566–2570) สำหรับพื้นที่ตำบลดอนทอง–บ้านป่า จังหวัดพิษณุโลก เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Pre-EIT) ที่มีความสมดุลทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน

การมีส่วนร่วมของมหาวิทยาลัยนเรศวรและ NU SciPark ในกิจกรรมครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของสถาบันอุดมศึกษาในการเป็นกลไกกลางเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

การขับเคลื่อนเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว ทั้งในด้านการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดการของเสีย และการสร้างมูลค่าเพิ่มจากเศรษฐกิจหมุนเวียน

มหาวิทยาลัยนเรศวร โดย NU SciPark จะยังคงมุ่งมั่นส่งเสริมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ และสร้างพื้นที่ต้นแบบที่สะท้อนความสำเร็จในการบูรณาการองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

ม.นเรศวร คว้ารางวัลสถาบันอุดมศึกษากลุ่มพัฒนาการวิจัยระดับแนวหน้าของโลก ประจำปี 2566

วันพุธที่ 27 มีนาคม 2567 ศาสตราจารย์ ดร.กรกนก อิงคนินันท์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.เนติ วระนุช ผู้อำนวยการสถานวิจัยเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร เข้ารับรางวัล สถาบันอุดมศึกษา กลุ่มพัฒนาการวิจัยระดับแนวหน้าของโลก ประจำปี พ.ศ.2566 ด้านที่ 3 การสร้างและพัฒนาระบบนิเวศด้านการวิจัย ประเภทรางวัลชมเชย โดยได้รับเกียรติจากคุณศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นผู้มอบรางวัล ณ ห้อง Eternity Ballroom โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ ถนนรางน้ำ กรุงเทพมหานคร

รางวัลดังกล่าวเป็นการยกย่องและตระหนักในคุณค่าของผลงานการพัฒนาระบบนิเวศด้านการวิจัย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างกำลังคนด้านการวิจัยของประเทศ พร้อมทั้งกระตุ้นให้นำผลงานวิจัยและองค์ความรู้ขั้นสูงไปต่อยอดสู่การพัฒนานวัตกรรมที่สามารถเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับประเทศและระดับโลก

มหาวิทยาลัยนเรศวรให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบนิเวศวิจัยที่มีคุณภาพ โดยการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาในระดับนานาชาติ อันจะช่วยผลักดันการวิจัยที่มีคุณค่าและตอบโจทย์ความต้องการของสังคมและอุตสาหกรรม

การได้รับรางวัลครั้งนี้ยังแสดงให้เห็นถึงการทำงานอย่างบูรณาการของคณาจารย์ นักวิจัย และบุคลากรในมหาวิทยาลัย ที่ร่วมกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านวิจัย ระบบสนับสนุน และบรรยากาศที่เอื้อต่อการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยนเรศวรยังคงเน้นบทบาทสำคัญในฐานะศูนย์กลางทางวิชาการและการวิจัย โดยส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การบ่มเพาะนักวิจัยรุ่นใหม่ และการสร้างแพลตฟอร์มที่ช่วยสนับสนุนการวิจัยเชิงลึก รวมถึงการพัฒนางานที่สามารถแข่งขันได้ในเวทีนานาชาติ

การสร้างและพัฒนาระบบนิเวศด้านการวิจัยยังมีความสำคัญต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เนื่องจากสามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนของประเทศด้วยองค์ความรู้และนวัตกรรมที่เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทย

มหาวิทยาลัยนเรศวรจะเดินหน้าต่อไปในการส่งเสริมนวัตกรรมการวิจัย เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ขยายผลการพัฒนา และสร้างความร่วมมือระดับโลก เพื่อยกระดับคุณภาพงานวิจัยของไทย และตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาประเทศในอนาคตอย่างมั่นคง

อ้างอิง: ประกาศกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ม.นเรศวร วิจัยแก้จน ขจัดความยากจนด้วยข้อมูลเชิงพื้นที่

มหาวิทยาลัยนเรศวร ร่วมกับ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) จัดกิจกรรมแสดงผลงานวิจัยแก้ไขปัญหาความยากจนจังหวัดพิษณุโลก ภายใต้โครงการศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ ภาคเหนือตอนล่าง ระยะที่ 3 โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.จิรวัฒน์ พิระสันต์ อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ศิลปะและการออกแบบ มหาวิทยาลัยนเรศวร ทำหน้าที่หัวหน้าโครงการวิจัย พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เข้าร่วมอย่างกว้างขวาง ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก

โครงการวิจัยดังกล่าวมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาความยากจนในเชิงโครงสร้าง โดยใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่เพื่อวิเคราะห์สาเหตุที่แท้จริงของความยากจน และออกแบบแนวทางแก้ไขอย่างตรงจุด การดำเนินงานในลักษณะนี้ถือเป็นการบูรณาการระหว่างงานวิจัยและการปฏิบัติจริง ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความมั่นคงในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่

มหาวิทยาลัยนเรศวรให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะ SDG1 การขจัดความยากจน ที่มุ่งสร้างระบบสนับสนุนให้ครัวเรือนเปราะบางสามารถเข้าถึงโอกาสทางอาชีพ มีรายได้ที่มั่นคง และสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ ตลอดจนลดความเหลื่อมล้ำในสังคมให้เกิดความเท่าเทียม

การดำเนินงานของโครงการยังสอดคล้องกับ SDG10 การลดความเหลื่อมล้ำ โดยเน้นการสร้างโอกาสที่เท่าเทียมแก่กลุ่มประชากรทุกช่วงวัย ทุกสถานะ และทุกชุมชนในจังหวัดพิษณุโลก ผ่านกลไกการทำงานร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัย หน่วยงานท้องถิ่น และภาคประชาชน เพื่อขยายผลการพัฒนาที่ทั่วถึงและเป็นธรรม

นอกจากนี้ โครงการยังสะท้อนถึงความสำคัญของ SDG17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนา ที่เกิดจากการประสานพลังของหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัย หน่วยงานสนับสนุนทุนอย่าง บพท. ภาคธุรกิจ และเครือข่ายภาคประชาชน ที่ร่วมกันขับเคลื่อนการวิจัยสู่การปฏิบัติจริง อันนำไปสู่การแก้ไขปัญหาความยากจนได้อย่างยั่งยืนและต่อเนื่อง

ผลงานวิจัยที่นำเสนอในการจัดแสดงครั้งนี้ นอกจากจะแสดงให้เห็นแนวทางแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงพื้นที่แล้ว ยังเป็นแรงบันดาลใจให้หน่วยงานอื่น ๆ นำไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเอง ถือเป็นการขยายผลที่ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันและสร้างนวัตกรรมการแก้ไขปัญหาความยากจนที่เหมาะสมกับบริบทท้องถิ่น

ในอนาคต มหาวิทยาลัยนเรศวรจะยังคงยึดมั่นในบทบาท “มหาวิทยาลัยเพื่อสังคม” ที่มุ่งผลิตงานวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อแก้ไขปัญหาของสังคมจริง พร้อมทั้งทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไปสู่ความยั่งยืน ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างสังคมที่มีความมั่นคง มั่งคั่ง และเป็นธรรมอย่างแท้จริง

ชมวิดีโอ Facebook: วิจัยแก้จน

ม.นเรศวร ร่วมกับ บพท. จัดแสดงผลงานวิจัย “แก้จน” ภายใต้โครงการศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหาความยากจนเบ็ดเสร็จและแม่นยำฯ

วันอังคารที่ 19 มีนาคม 2567 มหาวิทยาลัยนเรศวร ร่วมกับหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) จัดแสดง “ผลงานวิจัยแก้ไขปัญหาความยากจนจังหวัดพิษณุโลก” ภายใต้โครงการศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ ภาคเหนือตอนล่าง ระยะที่ 3 โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.จิรวัฒน์ พิระสันต์ อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ศิลปะและการออกแบบ มหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย

พิธีเปิดได้รับเกียรติจาก นายพชรเสฏฐ์ บุญศิริสาริศา รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานในงาน และ ดร.ยุทธพงษ์ ทองพบ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม ผู้แทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวร เข้าร่วมกิจกรรม ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก โดยมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

โครงการนี้มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้าง ด้วยการใช้ข้อมูลวิจัยเชิงพื้นที่ เพื่อระบุปัญหาที่แท้จริงและออกแบบแนวทางแก้ไขอย่างแม่นยำ ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนเป้าหมาย SDG1 ขจัดความยากจน โดยการสร้างระบบสนับสนุนที่ช่วยให้ครัวเรือนเปราะบางสามารถเข้าถึงโอกาสในการประกอบอาชีพ มีรายได้ที่มั่นคง และสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ

นอกจากการลดความยากจนแล้ว โครงการยังมีบทบาทสำคัญในการ ลดความเหลื่อมล้ำ (SDG10) ผ่านการสร้างโอกาสให้กับกลุ่มประชากรที่ด้อยโอกาส ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านในพื้นที่ชนบท ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และครัวเรือนที่มีรายได้น้อย ให้สามารถเข้าถึงทรัพยากร บริการทางสังคม และนวัตกรรมที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างระหว่างกลุ่มคนในสังคมอย่างยั่งยืน

อีกหนึ่งจุดเด่นของโครงการ คือการสร้าง ความร่วมมือ (SDG17) ระหว่างมหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนในพื้นที่ เพื่อร่วมกันแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และหาแนวทางแก้ปัญหาเชิงบูรณาการ การทำงานร่วมกันในลักษณะนี้แสดงให้เห็นถึงการผนึกกำลังเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม และต่อยอดไปสู่การแก้ไขปัญหาในระดับประเทศ

การจัดแสดงผลงานในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการเผยแพร่งานวิจัยเชิงวิชาการ แต่ยังเป็นเวทีให้ชุมชนได้เห็นตัวอย่างของนวัตกรรมและแนวปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้จริงในชีวิตประจำวัน ทั้งในด้านอาชีพ การพัฒนาทักษะ และการสร้างเครือข่ายชุมชนที่เข้มแข็ง ซึ่งจะช่วยสร้างผลลัพธ์ในระยะยาว

มหาวิทยาลัยนเรศวรจึงตอกย้ำบทบาทของสถาบันอุดมศึกษาในการเป็น ศูนย์กลางความรู้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเชื่อมโยงการวิจัยกับการแก้ปัญหาเชิงพื้นที่และสังคม ซึ่งไม่เพียงตอบโจทย์การแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำในปัจจุบัน แต่ยังเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ ผ่านการสร้างสังคมที่เท่าเทียม มีคุณภาพชีวิตที่ดี และยั่งยืนในระยะยาว

ม.นเรศวร สำรวจโซเดียมในอาหารมหาวิทยาลัย ชูแนวทางลดความเสี่ยงโรคจากการบริโภคอาหารรสเค็ม

วันจันทร์ที่ 18 มีนาคม 2567 หน่วยเวชปฏิบัติชุมชน คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ร่วมกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลท่าโพธิ์ และกองกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้จัดกิจกรรมสำรวจปริมาณโซเดียมในอาหารโดยใช้เครื่องวัดความเค็ม (Salt Meter) เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับระดับโซเดียมในอาหารที่จำหน่ายในพื้นที่มหาวิทยาลัย กิจกรรมนี้ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการส่งเสริมสุขภาพ ลดปัจจัยเสี่ยงจากการบริโภคอาหารไม่เหมาะสม และสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมุ่งเน้นไปที่การ ลดความเสี่ยงโรคจากการบริโภคอาหารรสเค็ม

การดำเนินการสำรวจในโรงอาหารของหอพักมหาวิทยาลัย จำนวน 12 ร้านค้า ครอบคลุมเมนูอาหาร 13 ชนิด พบว่าอาหารที่มีระดับความเค็มน้อยมีจำนวน 9 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 69.23 อาหารที่มีระดับความเค็มมากจำนวน 3 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 23.08 และอาหารที่อยู่ในระดับเริ่มเค็ม 1 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 7.69 ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับปรุงการปรุงอาหารเพื่อลดปริมาณโซเดียมลง

นอกจากนี้ ยังได้ทำการสำรวจร้านค้ารอบมหาวิทยาลัยนเรศวรจำนวน 10 ร้านค้า ครอบคลุมเมนูอาหาร 10 ชนิด พบว่าอาหารที่มีความเค็มน้อย 5 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 50 อาหารที่เริ่มเค็ม 4 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 40 และอาหารที่เค็มมาก 1 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 10 สะท้อนถึงความหลากหลายในการใช้เครื่องปรุงรส และชี้ให้เห็นว่ามีพื้นที่ในการพัฒนาคุณภาพอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น

กระบวนการสำรวจไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเก็บข้อมูล แต่ยังเป็นการให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการร้านค้า โดยเฉพาะการลดการใช้น้ำปลาและเกลือที่เป็นแหล่งโซเดียมหลัก คำแนะนำดังกล่าวเน้นการสร้างสมดุลระหว่างรสชาติอาหารและสุขภาพ เพื่อให้ผู้บริโภคยังคงได้รับความอร่อยโดยไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว

อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญคือการติดสติกเกอร์บอกระดับความเค็มของอาหารในร้านที่มีเมนูความเค็มน้อยจำนวน 14 ร้าน เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจเลือกเมนูที่ดีต่อสุขภาพได้ง่ายขึ้น วิธีการนี้ไม่เพียงสร้างการรับรู้ แต่ยังช่วยกระตุ้นให้ผู้ประกอบการเห็นความสำคัญในการปรับสูตรอาหารเพื่อลดโซเดียมลง

การลดโซเดียมในอาหารมีผลโดยตรงต่อการลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคไต การดำเนินกิจกรรมในครั้งนี้จึงเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในระยะยาว

โครงการนี้ยังเป็นการเพิ่มพูนความรู้ให้กับนิสิตและบุคลากรในมหาวิทยาลัยเกี่ยวกับผลกระทบของโซเดียมต่อสุขภาพ สร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคสู่ทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ และเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างชุมชนมหาวิทยาลัยที่ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัย โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และหน่วยงานท้องถิ่น แสดงให้เห็นถึงการบูรณาการเพื่อการพัฒนาที่เข้มแข็ง และตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาในมิติของสุขภาพ โภชนาการ และความร่วมมือระดับภาคีเครือข่าย เพื่อสร้างสังคมที่มีความยั่งยืนและสุขภาพดีในระยะยาว

ที่มา: คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

Sustainability

NARESUAN UNIVERSITY

Solverwp- WordPress Theme and Plugin