Archives August 2025

ม.นเรศวร เจ้าภาพจัดประชุมวิชาการ CGCM ด้านการแพทย์แผนจีนครั้งแรกในประเทศไทย ส่งเสริมสุขภาพและความร่วมมือวิจัยระดับโลก

วันอังคารที่ 19 สิงหาคม 2568 มหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นเจ้าภาพหลักในการจัดการประชุมวิชาการนานาชาติ The 21st CGCM Meeting ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 19 – 21 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์แสดงนิทรรศการและการจัดประชุมนานาชาติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (KNECC) จังหวัดพิษณุโลก โดยมีศาสตราจารย์ ดร.เภสัชกรหญิงกรกนก อิงคนินันท์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวต้อนรับ และศาสตราจารย์ ดร.เภสัชกรหญิงจารุภา วิโยชน์ เลขาธิการฝ่ายจัดงาน กล่าวรายงานต่อ Prof. Dr. Yung-Chi Cheng ประธาน Consortium for Globalization of Chinese Medicine (CGCM) ผู้กล่าวเปิดการประชุมอย่างเป็นทางการ

การประชุม CGCM เป็นเวทีระดับนานาชาติที่สำคัญในการ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และงานวิจัยด้านการแพทย์แผนจีน (Traditional Chinese Medicine: TCM) โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนายาสมุนไพรจีนและผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อมนุษยชาติ องค์กร CGCM ซึ่งก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 2003 ปัจจุบันมีสมาชิก 166 สถาบัน และภาคอุตสาหกรรมที่ร่วมเครือข่าย 29 แห่งจากทั่วโลก สะท้อนถึงพลังของความร่วมมือที่ครอบคลุมทั้งสถาบันการศึกษา หน่วยงานกำกับดูแล และอุตสาหกรรม

สำหรับการประชุมในครั้งนี้ มีการนำเสนอหัวข้อที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้ง การฝังเข็ม ชีวสารสนเทศศาสตร์ การวิจัยทางคลินิก ทรัพยากรยาสมุนไพร ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ กลไกทางเคมี กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง และความร่วมมือระหว่างภูมิภาค โดยเน้นย้ำการประยุกต์ใช้ความรู้ร่วมกันระหว่างภาควิชาการและภาคอุตสาหกรรม อันจะนำไปสู่การสร้างมาตรฐานและการพัฒนาที่ตอบสนองต่อปัญหาสุขภาพระดับโลก

การประชุมยังเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ นักวิชาการ นักวิจัย และนิสิตนักศึกษา ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกกับผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายประเทศ สร้างเครือข่ายการวิจัยใหม่ ๆ ที่สามารถนำไปต่อยอดในด้านการแพทย์แผนจีน การแพทย์พื้นบ้าน และผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยขยายโอกาสของการทำงานร่วมกันในระดับนานาชาติ

นอกจากการนำเสนอผลงานวิจัยแล้ว การประชุมครั้งนี้ยังมีความสำคัญในมิติของ การพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์และสุขภาพ ทั้งในด้านวิชาการและการปฏิบัติจริง ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการส่งเสริมสุขภาพของประชาชนในสังคม ผ่านการประยุกต์ใช้องค์ความรู้และนวัตกรรมให้เกิดประโยชน์เชิงปฏิบัติ

มหาวิทยาลัยนเรศวรในฐานะเจ้าภาพหลัก ได้แสดงบทบาทสำคัญในการผลักดันความร่วมมือระดับโลกด้านการแพทย์และการวิจัย เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่และเสริมสร้างศักยภาพของประเทศไทยในเวทีนานาชาติ ตอกย้ำพันธกิจของมหาวิทยาลัยในการเชื่อมโยง งานวิจัยกับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม

ท้ายที่สุด การประชุมวิชาการ CGCM Meeting ครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่ไม่เพียงแต่สนับสนุนการวิจัยด้านการแพทย์แผนจีน แต่ยังสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับโลก อันจะช่วยเสริมสร้างสังคมที่เข้มแข็งในการรับมือความท้าทายด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การพัฒนาที่มั่นคงและยั่งยืนในอนาคต

ม.นเรศวร เปิดตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบบีและซี ส่งเสริมการป้องกันโรคตับ

วันพุธที่ 27 สิงหาคม 2569 ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จัดโครงการรณรงค์ให้ความรู้และตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบบีและซี เนื่องในวันตับอักเสบโลก ประจำปี 2569 ณ โถงกิจกรรม ชั้น 1 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา 1 โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร

กิจกรรมเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ารับการตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบบีและซีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย จำนวน 300 ราย เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงบริการสุขภาพเชิงป้องกันอย่างทั่วถึง

ผู้เข้าร่วมที่ตรวจพบเชื้อได้รับการตรวจเพิ่มเติมด้วยการอัลตราซาวนด์ตับและการตรวจวัดความยืดหยุ่นของตับ เพื่อประเมินภาวะสุขภาพและวางแผนการดูแลรักษาร่วมกับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างเหมาะสม

ภายในงานยังมีการให้ความรู้เกี่ยวกับไวรัสตับอักเสบบีและซี รวมถึงโรคมะเร็งตับ โดยนิสิตแพทย์ชั้นปีที่ 4 และชั้นปีที่ 6 ซึ่งเป็นการพัฒนาทักษะการสื่อสารสุขภาพและการเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริง

นอกจากนี้ อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้บรรยายวิชาการเรื่อง “ไวรัสตับอักเสบบี ซี และโรคมะเร็งตับ” เพื่อให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง การป้องกันโรค และแนวทางดูแลสุขภาพตับ

การตรวจคัดกรองควบคู่กับการให้ความรู้ช่วยให้ประชาชนตระหนักถึงความเสี่ยงของโรค และสามารถตัดสินใจดูแลสุขภาพของตนเองได้อย่างเหมาะสม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการป้องกันภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว

โครงการนี้มุ่ง ส่งเสริมการค้นหาความเสี่ยงตั้งแต่ระยะแรก และนำไปสู่การดูแลรักษาอย่างเหมาะสม ควบคู่กับ การสร้างเสริมสุขภาพ (Health Promotion) ผ่านการให้ความรู้ การป้องกันโรค และการเข้าถึงบริการตรวจคัดกรอง ช่วยให้ประชาชนดูแลสุขภาพตับของตนเองได้อย่างต่อเนื่อง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

ม.นเรศวร ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานแก่ภาคอุตสาหกรรมและประชาชน

วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม 2568 ดร.คงฤทธิ์ แม้นศิริ นักวิจัยหน่วยบริการวิชาการเชิงธุรกิจ งานบริการวิชาการ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้รับเชิญจาก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ให้เป็นวิทยากรบรรยายหัวข้อ “การเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition)” ณ บางแสน จังหวัดชลบุรี โดยมีประชาชน ผู้แทนบริษัทเอกชน นักวิชาการ และสื่อมวลชนเข้าร่วม

การบรรยายครั้งนี้เป็นโอกาสในการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านพลังงานจากมหาวิทยาลัยสู่ผู้เข้าร่วมจากหลายภาคส่วน ประเด็น การเปลี่ยนผ่านพลังงาน มีความเกี่ยวข้องกับการปรับรูปแบบการผลิตและการใช้พลังงาน การเพิ่มบทบาทของพลังงานหมุนเวียน ตลอดจนการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

แนวคิด “พลังงานสะอาดเพื่ออนาคตยั่งยืน” ให้ความสำคัญทั้งกับแหล่งพลังงานและวิธีใช้พลังงาน การส่งเสริมพลังงานสะอาดควรดำเนินควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้า เพื่อลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็นและช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

สำหรับภาคอุตสาหกรรม องค์ความรู้เรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงานมีส่วนช่วยประกอบการพิจารณาแนวทางบริหารจัดการพลังงานในสถานประกอบการ ทั้งด้านการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าและการเตรียมความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของภาคพลังงาน ขณะที่ประชาชนสามารถนำหลักการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน

การมีผู้เข้าร่วมจากภาคเอกชน ภาควิชาการ ประชาชน และสื่อมวลชน เปิดโอกาสให้ความรู้ด้านพลังงานเข้าถึงกลุ่มที่มีบทบาทแตกต่างกัน ภาควิชาการสนับสนุนข้อมูลและองค์ความรู้ ส่วนภาคเอกชนและประชาชนสามารถนำข้อมูลไปพิจารณาใช้ให้เหมาะกับบริบทของตน

การลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นประเด็นสำคัญของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้เทคโนโลยีหรือแหล่งพลังงานควรพิจารณาความเหมาะสมด้านการใช้งาน ต้นทุน และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การปรับเปลี่ยนเกิดประโยชน์ในระยะยาว

การเข้าร่วมเป็นวิทยากรของนักวิจัยมหาวิทยาลัยนเรศวรในครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยในการ บริการวิชาการและเชื่อมโยงองค์ความรู้กับภาคส่วนต่าง ๆ การแลกเปลี่ยนความรู้กับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและผู้เข้าร่วมกิจกรรม ช่วยขยายการรับรู้เรื่องพลังงานสะอาด การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และแนวทางรับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ

ม.นเรศวร ขับเคลื่อนนโยบายและแนวปฏิบัติการใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ มุ่งสู่เป้าหมายความยั่งยืนด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม

วันพุธที่ 27 สิงหาคม 2568 นายรุ่งรัตน์ พระนาค ผู้อำนวยการกองอาคารสถานที่ ได้เป็นประธานกล่าวเปิดโครงการอบรมการใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ณ ห้องประชุมชั้น 2 กองอาคารสถานที่ มหาวิทยาลัยนเรศวร เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมตามเกณฑ์สำนักงานสีเขียว (Green Office)

กองอาคารสถานที่ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่มหาวิทยาลัยนเรศวรมอบหมายให้กำกับดูแลด้านการใช้พลังงาน ได้กำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติเพื่อใช้เป็นมาตรการร่วมกันในการบริหารจัดการทรัพยากรภายในหน่วยงานอย่างเป็นระบบ

การดำเนินงานครั้งนี้สร้างความตื่นตัวครั้งสำคัญด้วยการบูรณาการความร่วมมืออันทรงพลัง มีผู้เข้าร่วมกว่า 80 คน จากมากกว่า 30 หน่วยงานในมหาวิทยาลัย มาร่วมกันขับเคลื่อนมาตรการอนุรักษ์พลังงานและทรัพยากรให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมในทุกภาคส่วน

การอบรมครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา ภาณุมนต์วาที คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้และสร้างความเข้าใจในการใช้พลังงานและทรัพยากร เพื่อให้บุคลากรสามารถนำไปปรับใช้และลดกิจกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

เนื้อหาการอบรมได้เน้นย้ำให้บุคลากรทุกฝ่ายร่วมกันปฏิบัติตามมาตรการอนุรักษ์พลังงาน ทั้งด้านการไฟฟ้า การใช้เครื่องปรับอากาศ การใช้อุปกรณ์สำนักงาน และการบริหารจัดการน้ำ เพื่อส่งเสริมให้การใช้พลังงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังมีการลงรายละเอียดเกี่ยวกับแนวปฏิบัติในการประหยัดวัสดุสำนักงาน การจัดการของเสีย การจัดซื้อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการควบคุมสภาพแวดล้อมและความปลอดภัยในสำนักงาน เพื่อให้ทุกหน่วยงานขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน

ความมุ่งมั่นในการสร้างการมีส่วนร่วมของบุคลากรจากทุกหน่วยงานในการอนุรักษ์พลังงานและการบริโภคอย่างรับผิดชอบ จึงเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรภายในมหาวิทยาลัยนเรศวรให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

ม.นเรศวร ชูนวัตกรรมแผ่นประคบเต้านมสมุนไพรไทย ยกระดับคุณภาพชีวิตมารดาหลังคลอดอย่างยั่งยืน

วันอังคารที่ 19 สิงหาคม 2569 มหาวิทยาลัยนเรศวร นำเสนอความสำเร็จของ นวัตกรรมเพื่อคุณแม่หลังคลอด ผ่านผลงานการวิจัยและพัฒนาแผ่นประคบเต้านมสมุนไพรไทย ซึ่งเกิดจากความร่วมมือทางวิชาการและการแพทย์ระหว่างทีมคณาจารย์และพยาบาล จากคณะพยาบาลศาสตร์ และคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

ผลงานชิ้นนี้ได้รับการคิดค้นและพัฒนาขึ้นโดยทีมวิจัยผู้เชี่ยวชาญ ประกอบด้วย อาจารย์นราภรณ์ ขุนกําแหง อาจารย์สาขาการพยาบาลมารดาและทารก คณะพยาบาลศาสตร์ พร้อมด้วยทีมพยาบาลจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร ได้แก่ พว.รตีภัทร รัตนบวรวัฒ พว.พรนที ทองแพ นางสาวนิรินธนา แจ้งเปี่ยม และนางสาวอริษา จันทร์เจาะ

ความโดดเด่นและประโยชน์เชิงประจักษ์ของผลงานดังกล่าว ส่งผลให้ได้รับการคัดเลือกให้ออกอากาศในรายการวันใหม่วาไรตี้ ช่วงไทยประดิษฐ์คิดเก่ง ทางช่องไทยพีบีเอส ในฐานะต้นแบบนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาทางสังคม โดยเป็นการผสมผสานภูมิปัญญาไทยเข้ากับการแพทย์สมัยใหม่ได้อย่างลงตัวและเกิดประโยชน์สูงสุด

ปัญหาสำคัญประการหนึ่งที่คุณแม่หลังผ่าคลอดมักต้องเผชิญคือภาวะน้ำนมมาช้ากว่าปกติ ซึ่งส่งผลให้ทารกอาจได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วนในช่วงแรกเกิด สถานการณ์ดังกล่าวยังสร้างความกังวลใจและความเครียดให้กับมารดา ทำให้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานและการส่งเสริมสุขภาพสตรีไม่ราบรื่นอย่างที่ควรจะเป็น

เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว ทีมวิจัยจึงได้ประยุกต์ใช้สมุนไพรไทยในการพัฒนาแผ่นประคบเต้านม ซึ่งมีสรรพคุณทางยาช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ลดอาการคัดตึงเต้านม และส่งเสริมให้น้ำนมหลั่งมาได้เร็วขึ้น ถือเป็นการดูแลสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้หญิงหลังคลอดอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

นวัตกรรมชิ้นนี้ไม่เพียงแต่เป็นตัวช่วยสำคัญในการแก้ปัญหาสุขภาพ แต่ยังสะท้อนถึงรูปแบบการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน ผ่านการเลือกใช้ทรัพยากรท้องถิ่นมาสร้างคุณค่าใหม่ ถือเป็นการลดการพึ่งพาสารเคมีหรือเครื่องมือทางการแพทย์แบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่าสูงสุด

การส่งเสริมการใช้ภูมิปัญญาไทยอย่างสร้างสรรค์ในระบบสาธารณสุข เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมสร้างความเข้มแข็งให้แก่สถาบันครอบครัว สำหรับผู้ที่สนใจสามารถรับชมรายละเอียดของนวัตกรรมเพิ่มเติมได้ทางช่องทางออนไลน์ของรายการวันใหม่วาไรตี้ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนผลงานวิจัยที่มุ่งสร้างสุขภาวะที่ดีให้แก่สังคมต่อไป

ม.นเรศวร นำร่องชุมชนท่าโพธิ์ แลกเปลี่ยนเรียนรู้การจัดการขยะ มุ่งลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์เพื่อสังคมยั่งยืน

วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม 2568 คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.นิทรา กิจธีระวุฒิวงษ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและบุคลากร ดำเนินการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายใต้หัวข้อ “ลดการปลดปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ เพื่อสังคมที่ยั่งยืนด้วยการจัดการขยะ” ณ อาคารอเนกประสงค์ประปาหมู่บ้าน หมู่ 2 ตำบลท่าโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

ภายในกิจกรรมดังกล่าว ได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.กานต์พิชชา เกียรติกิจโรจน์ และ ดร.รมย์นลิน เขียนจูม ทำหน้าที่เป็นวิทยากรหลักในการถ่ายทอดองค์ความรู้ โดยมีผู้นำชุมชนและประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อร่วมกันแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ด้าน การจัดการขยะอย่างยั่งยืน ในระดับชุมชน

กิจกรรมนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริม การจัดการขยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมทั้งสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนถึงความสำคัญของการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ตามแนวทางการบริโภคและการผลิตที่รับผิดชอบ

กระบวนการเรียนรู้ถูกจัดขึ้นผ่านรูปแบบการลงพื้นที่ศึกษาบริบทจริงของชุมชน รวมถึงการถอดบทเรียนความสำเร็จ อุปสรรค และความท้าทายที่ผ่านมา เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะนำไปสู่การปรับปรุงและพัฒนาแผนการจัดการสิ่งแวดล้อมในระดับท้องถิ่นให้มีประสิทธิภาพและเข้าถึงง่าย

การขับเคลื่อนโครงการนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความยั่งยืนและความผาสุกของชุมชน โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างศักยภาพให้เกิดรูปแบบ ครัวเรือนพึ่งตนเอง ในการคัดแยกและลดปริมาณขยะตั้งแต่ต้นทาง เพราะการจัดการขยะอย่างมีระบบ ช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ได้อย่างแท้จริงและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อระบบนิเวศในระยะยาว

ในโอกาสนี้ ทางคณะสาธารณสุขศาสตร์ ยังได้รับเกียรติจาก Dr. Snorri Bjorn Rafnsson, Associate Professor จาก Geller Institute of Ageing and Memory (GIAM), School of Medicine and Biosciences, University of West London เข้าร่วมสังเกตการณ์และแลกเปลี่ยนมุมมองในระดับนานาชาติ เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ระดับสากลเข้ากับวิถีชีวิตของชุมชนไทย

การมีส่วนร่วมอย่างเข้มแข็งของทุกภาคส่วน ทั้งจากสถาบันการศึกษา ผู้นำชุมชน และประชาชน ถือเป็นพลังสำคัญในการสร้างสังคมที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม การบูรณาการความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนพื้นที่เป้าหมาย สู่ความสำเร็จด้านการพัฒนาชุมชนสีเขียวที่ยั่งยืนต่อไป

ม.นเรศวร จัดงานเกษตรนเรศวร ครั้งที่ 19 ส่งเสริมเกษตรยั่งยืนและการพัฒนาเมืองอย่างสมดุล

วันอังคารที่ 18 สิงหาคม 2568 คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร จัดงาน งานเกษตรนเรศวร ครั้งที่ 19 ภายใต้แนวคิด “ผสานนวัตกรรม สร้างสรรค์โลกแห่งเกษตรดิจิทัล เพื่อความมั่งคั่ง ปลอดภัย และยั่งยืน” โดยมุ่งเน้นการสื่อสารองค์ความรู้ด้าน เกษตรยั่งยืน พร้อมเชื่อมโยงเทคโนโลยีสู่การพัฒนาชุมชนเกษตรในจังหวัดพิษณุโลกและพื้นที่ใกล้เคียง

ภายในงานมีการจัดแสดงผลผลิตทางการเกษตรจากเกษตรกรและผู้ประกอบการในท้องถิ่น ซึ่งรวมถึงต้นไม้หลากหลายพันธุ์ ไม้ยืนต้น พืชสวนครัว กล้วยไม้ รวมถึงสินค้าเกษตรคุณภาพ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของการผลิตสินค้าเกษตรที่ปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงวิถีการปลูกพืชอย่างยั่งยืนในชีวิตประจำวัน

การจัดแสดงพืชและต้นไม้ชนิดต่าง ๆ ภายในพื้นที่ยังช่วยส่งเสริมให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการเพิ่มพื้นที่สีเขียวทั้งในบ้านและสถานที่ทำงาน อันเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาเมืองให้น่าอยู่ ช่วยลดความร้อนในเขตชุมชน ลดการใช้พลังงานในระบบปรับอากาศ และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้แก่ประชาชน

พื้นที่จำหน่ายสินค้าท้องถิ่น เสื้อผ้า งานหัตถกรรม อาหาร และสัตว์สวยงาม เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามผลักดันเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ช่วยเพิ่มช่องทางการตลาดให้เกษตรกรรายย่อย ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และสร้างโอกาสให้ผู้ผลิตท้องถิ่นได้เข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง

นอกจากนี้ กิจกรรมยังมุ่งเน้นการเผยแพร่องค์ความรู้ด้านนวัตกรรมเกษตรสมัยใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการพัฒนาภาคเกษตรให้สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ ความต้องการอาหารที่ปลอดภัย และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า อันเป็นหัวใจของการพัฒนาระบบอาหารที่ยั่งยืนในระยะยาว

การจัดงานในสถานที่ภายในมหาวิทยาลัยนเรศวรยังเป็นการใช้พื้นที่เพื่อสนับสนุนกิจกรรมที่สร้างคุณค่าให้ชุมชน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาเมืองและพื้นที่การศึกษาให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และพัฒนาอย่างสมดุล พร้อมสนับสนุนการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน

งานเกษตรนเรศวร ครั้งที่ 19 ครั้งนี้ เป็นส่วนสำคัญของกระบวนการสร้างความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา ชุมชน และภาคการผลิต โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการยกระดับภาคเกษตรของภูมิภาคให้มั่นคง มีคุณภาพ และสามารถพัฒนาไปสู่ระบบ เกษตรยั่งยืน ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านอาหาร ความเป็นอยู่ และการพัฒนาที่ยั่งยืนของเมืองและชุมชนในอนาคต

ม.นเรศวร เสริมสร้างความตระหนักรู้ด้านสุขภาวะจิตของนิสิต ด้วยการดูแลเชิงรุก

วันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม 2568 งานกิจการนิสิตและศิษย์เก่าสัมพันธ์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จัดกิจกรรมอบรมหัวข้อ “เสริมสร้างความตระหนักรู้ด้านสุขภาวะจิตของนิสิต” เพื่อพัฒนาความรู้ ความเข้าใจ และแนวทางดูแลนิสิตในมิติด้านอารมณ์ จิตใจ และพฤติกรรมอย่างเหมาะสม

กิจกรรมดังกล่าวสะท้อนการดำเนินงาน เชิงรุก ของมหาวิทยาลัยนเรศวรในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และสนับสนุนนิสิตให้เข้าถึงการดูแลด้านสุขภาพจิตได้อย่างทันท่วงที โดยมุ่งสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัย เข้าใจความแตกต่าง และเอื้อต่อการใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย

ในการนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สัญญา เครือหงษ์ รองคณบดีฝ่ายกิจการนิสิตและศิษย์เก่าสัมพันธ์ คณะวิทยาศาสตร์ กล่าวต้อนรับวิทยากรและผู้เข้าร่วมอบรม พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของสุขภาวะจิตในฐานะพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้ การดำเนินชีวิต และการพัฒนาศักยภาพนิสิตอย่างรอบด้าน

การอบรมได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิจากมหาวิทยาลัยมหิดล ได้แก่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์สมบูรณ์ หทัยอยู่สุข อาจารย์ประจำสาขาวิชาจิตเวชเด็กและวัยรุ่น ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล คุณแกมแก้ว โบษกรนัฏ นักจิตวิทยา กองกิจการนักศึกษา และคุณกุณฑลีพร ศรีจันทร์ นักกิจกรรมบำบัด ศูนย์บูรณาการคลินิกเด็กและวัยรุ่น สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว

ภายในกิจกรรมมีการบรรยายและการฝึกปฏิบัติ เพื่อเสริมทักษะการสังเกต การสื่อสาร และการให้คำปรึกษาแก่นิสิตอย่างเหมาะสม รวมทั้งกิจกรรม “Perspective Shift” ที่ช่วยสร้างความเข้าใจต่อความหลากหลายของนิสิต และกิจกรรม “Simulation Teaching for All” ซึ่งส่งเสริมทักษะการสื่อสาร การสอน และการดูแลแบบองค์รวม

องค์ความรู้จากการอบรมช่วยให้บุคลากรสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดูแลนิสิตได้อย่างใกล้ชิดและมีประสิทธิภาพ อันเป็นการสร้างเครือข่ายการสนับสนุนภายในมหาวิทยาลัย เพื่อช่วยให้นิสิตได้รับคำแนะนำหรือความช่วยเหลือได้อย่างเหมาะสมตามบริบทของแต่ละบุคคล

การดำเนินงานครั้งนี้จึงเป็นอีกกลไกสำคัญในการ พัฒนาสุขภาวะจิตที่แข็งแรง ควบคู่กับการเสริมสร้างความรู้และทักษะแก่ผู้ดูแลนิสิต โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยนเรศวรและผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันภายนอก เพื่อยกระดับการดูแลนิสิตให้มีความต่อเนื่องและครอบคลุม

มหาวิทยาลัยนเรศวรให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาวะจิตของนิสิตในเชิงป้องกันและส่งเสริม เพื่อให้นิสิตมีความพร้อมทั้งด้านการเรียนรู้ การใช้ชีวิต และการเติบโตเป็นบัณฑิตที่มีคุณภาพในสังคม

ม.นเรศวร ถ่ายทอดองค์ความรู้การศึกษาความเหมาะสมระบบไมโครกริดแก่ กฟภ. 12 เขต สนับสนุนการพัฒนาพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน

วันอังคารที่ 5 สิงหาคม 2568 วิทยาลัยพลังงานทดแทนและสมาร์ตกริดเทคโนโลยี (SGtech) มหาวิทยาลัยนเรศวร จัดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการและ ถ่ายทอดองค์ความรู้ ด้านการศึกษาความเหมาะสมของระบบไมโครกริด (Feasibility Study) ให้แก่คณะทำงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) จากทั้ง 12 เขตทั่วประเทศ โดยดำเนินกิจกรรมระหว่างวันที่ 5–7 สิงหาคม 2568 ณ วิทยาลัยพลังงานทดแทนและสมาร์ตกริดเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนเรศวร เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการประเมินความเหมาะสมของการพัฒนาระบบไฟฟ้าในระดับพื้นที่ ครอบคลุมการพิจารณาปัจจัยด้านเทคนิค เศรษฐศาสตร์ และการเงิน ควบคู่กับการฝึกใช้โปรแกรมประกอบการศึกษา เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานและสนับสนุนการวางแผนพัฒนาระบบพลังงานที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่

การฝึกอบรมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้ โครงการศึกษาและจัดทำรายงานความคุ้มค่าในการพัฒนาไมโครกริดในพื้นที่ห่างไกลหรือพื้นที่ศักยภาพ ซึ่งมุ่งศึกษาทางเลือกในการพัฒนาระบบไฟฟ้า เพื่อลดต้นทุนการก่อสร้างหรือขยายระบบจำหน่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย การพิจารณาความเหมาะสมก่อนดำเนินโครงการเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้การตัดสินใจลงทุนมีข้อมูลรองรับ ทั้งในด้านความพร้อมทางเทคนิค ภาระค่าใช้จ่าย และประโยชน์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีข้อจำกัดในการขยายโครงข่ายไฟฟ้า ทั้งนี้ การวางแผนที่คำนึงถึงสภาพพื้นที่และความต้องการใช้พลังงานเป็นพื้นฐานของ การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สามารถรองรับความต้องการของชุมชนได้อย่างเหมาะสมในระยะยาว

เนื้อหาการอบรมครอบคลุม แนวคิดและหลักการของระบบไมโครกริด (Microgrid) เพื่อให้คณะทำงานมีพื้นฐานความรู้สำหรับทำความเข้าใจระบบและพิจารณาแนวทางประยุกต์ใช้ในพื้นที่รับผิดชอบ การพัฒนาไมโครกริดเป็นทางเลือกหนึ่งในการจัดการพลังงานระดับพื้นที่ ซึ่งควรพิจารณาควบคู่กับความต้องการใช้ไฟฟ้า ทรัพยากรพลังงานที่มีอยู่ และข้อจำกัดในการดำเนินงานของแต่ละพื้นที่ ความเข้าใจในหลักการดังกล่าวจึงมีความสำคัญต่อการวิเคราะห์ทางเลือกและกำหนดแนวทางพัฒนาระบบที่เหมาะสม อีกทั้งยังเป็นพื้นฐานสำหรับการพิจารณาโอกาสในการใช้ พลังงานสะอาดและพลังงานทดแทน เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงพลังงานของประชาชน โดยคำนึงถึงความมั่นคงในการให้บริการ ความคุ้มค่าในการลงทุน และการดูแลระบบให้สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง

อีกหัวข้อสำคัญคือ การวิเคราะห์ความเหมาะสมด้านเทคนิค เศรษฐศาสตร์ และการเงิน ซึ่งช่วยให้การศึกษาระบบไมโครกริดครอบคลุมทั้งความเป็นไปได้ในการดำเนินงานและความคุ้มค่าของโครงการ การพิจารณาทั้งสามด้านร่วมกันเป็นพื้นฐานในการเปรียบเทียบทางเลือกการพัฒนาระบบไฟฟ้าอย่างรอบด้าน โดยการตัดสินใจควรคำนึงถึงความเหมาะสมของระบบกับพื้นที่ ต้นทุนที่เกี่ยวข้อง และประโยชน์จากการลงทุนตลอดระยะเวลาดำเนินงาน ความรู้ในส่วนนี้สามารถนำไปใช้ประกอบการจัดทำรายงานและข้อเสนอเชิงวิชาการ เพื่อให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานมีเหตุผลและข้อมูลสนับสนุน ตลอดจนส่งเสริม การบริหารงบประมาณและทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดโอกาสการลงทุนที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการ และสนับสนุนการวางแผนระบบพลังงานที่เหมาะสมกับการพัฒนาท้องถิ่น

นอกจากการเรียนรู้หลักการและแนวทางวิเคราะห์แล้ว ผู้เข้าร่วมยังได้รับความรู้เกี่ยวกับ การใช้โปรแกรมสำหรับจัดทำ Feasibility Study พร้อมฝึกปฏิบัติการใช้โปรแกรมจริง เพื่อเชื่อมโยงเนื้อหาทางวิชาการกับกระบวนการทำงาน การฝึกปฏิบัติเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้เครื่องมือประกอบการศึกษาความเหมาะสม และเตรียมความพร้อมสำหรับนำไปประยุกต์ใช้กับภารกิจของหน่วยงาน ทั้งนี้ ผลจากโปรแกรมควรพิจารณาร่วมกับข้อมูลพื้นที่และสมมติฐานที่ใช้ในการศึกษา เพื่อให้ข้อสรุปสามารถสะท้อนสภาพการดำเนินงานได้อย่างเหมาะสม การพัฒนาทักษะดังกล่าวจึงสนับสนุน การตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูล และเพิ่มความพร้อมของบุคลากรในการจัดทำรายงานความคุ้มค่า ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการวางแผนพัฒนาระบบไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการของผู้ใช้พลังงาน

ในมิติความยั่งยืน การศึกษาความเหมาะสมของระบบไมโครกริดมีความเชื่อมโยงกับ การเข้าถึงพลังงานสะอาดอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะการพิจารณาทางเลือกสำหรับพื้นที่ห่างไกลหรือพื้นที่ที่มีศักยภาพในการพัฒนาระบบพลังงานของตนเอง หากมีการออกแบบและเลือกใช้แหล่งพลังงานที่เหมาะสม ระบบดังกล่าวอาจช่วยสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนและลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคพลังงาน อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมจำเป็นต้องพิจารณาจากรูปแบบระบบและการดำเนินงานจริง การพัฒนาความรู้ด้านการประเมินโครงการจึงเป็นพื้นฐานสำหรับการวางแผนที่คำนึงถึงทั้งต้นทุน ความมั่นคงทางพลังงาน และ การลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้การพัฒนาระบบไฟฟ้าสอดคล้องกับแนวทางการใช้พลังงานอย่างรับผิดชอบ

การจัดอบรมแก่คณะทำงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจาก 12 เขตทั่วประเทศในครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยนเรศวรในการ บริการวิชาการและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านพลังงานสู่หน่วยงานภายนอก โดยนำความรู้ด้านระบบไมโครกริดและการศึกษาความเหมาะสมมาสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพบุคลากรผู้ปฏิบัติงานด้านระบบจำหน่ายไฟฟ้า ความรู้และทักษะจากกิจกรรมสามารถใช้เป็นพื้นฐานในการศึกษาทางเลือกการพัฒนาพลังงานในพื้นที่รับผิดชอบ ตลอดจนประกอบการจัดทำข้อเสนอที่คำนึงถึงความคุ้มค่าและข้อจำกัดของแต่ละพื้นที่ การเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการกับภารกิจของหน่วยงานด้านพลังงานเช่นนี้ มีส่วนสนับสนุนการเตรียมความพร้อมสำหรับ การพัฒนาพลังงานอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม การคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และการส่งเสริมโอกาสในการเข้าถึงบริการพลังงานที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิตและการพัฒนาท้องถิ่น

ม.นเรศวร ขับเคลื่อนสิทธิ คลอดบุตร 90 วัน เสริมพลังแม่ทำงานสร้างสมดุลชีวิตและครอบครัวอย่างยั่งยืน

วันอังคารที่ 5 สิงหาคม 2568 มหาวิทยาลัยนเรศวร ย้ำจุดยืนในการเป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคลากรอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะบุคลากรหญิงซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัย ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ราชการควบคู่ไปกับบทบาทสำคัญในการเป็นมารดาได้อย่างเต็มศักยภาพ ผ่านการดำเนินการให้ สิทธิการลาคลอดบุตร เป็นระยะเวลา 90 วัน แก่บุคลากรทุกกลุ่ม ทั้งข้าราชการและพนักงานมหาวิทยาลัยอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน

การดำเนินการนี้เป็นการยืนยันเจตนารมณ์ของมหาวิทยาลัยในการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้ออาทรและสนับสนุนความมั่นคงในชีวิตของบุคลากร โดยมหาวิทยาลัยได้ยึดถือปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลาของข้าราชการ พ.ศ. 2555 ซึ่งกำหนดสิทธิการลาเพื่อคลอดบุตรไว้ไม่เกิน 90 วัน โดยไม่ต้องมีใบรับรองแพทย์ ซึ่งในส่วนของพนักงานมหาวิทยาลัยนั้น สิทธิประโยชน์นี้อิงร่วมกับ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน และสถานะการเป็นผู้ประกันตนในระบบกองทุนประกันสังคม

ความเสมอภาคในการได้รับสิทธิลาคลอดบุตร 90 วันนี้ ถือเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความผาสุกและสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและครอบครัวแก่บุคลากร และยังสอดคล้องโดยตรงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ หรือ SDG 5 (Gender Equality) ในประเด็นการบรรลุความเสมอภาคทางเพศและการเสริมสร้างพลังให้แก่สตรี โดยการเปิดโอกาสให้คุณแม่มีเวลาพักฟื้นร่างกายและดูแลบุตรในช่วงแรกเกิดอย่างเพียงพอ ซึ่งส่งผลดีโดยตรงต่อสุขภาพของทั้งแม่และเด็ก

การสนับสนุนของมหาวิทยาลัยยังสอดคล้องกับวาระสำคัญระดับโลกอย่าง วันสัปดาห์นมแม่โลก (World Breastfeeding Week) ซึ่งตรงกับวันที่ 1–7 สิงหาคม ของทุกปี เพื่อรณรงค์และสนับสนุนให้มารดาเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือน และให้นมแม่ต่อเนื่องควบคู่อาหารตามวัยจนถึงอายุ 2 ปีหรือนานกว่านั้น การให้สิทธิลาคลอด 90 วัน จึงเป็นช่วงเวลาทองที่ช่วยให้คุณแม่สามารถเริ่มต้นและสร้างวินัยในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในช่วงเดือนแรกที่สำคัญที่สุดได้อย่างมั่นใจและสะดวกสบาย

นอกเหนือจากสิทธิในการลาหยุด มหาวิทยาลัยนเรศวรยังก้าวไปอีกขั้นด้วยการสนับสนุนสวัสดิการเพื่อการเลี้ยงดูบุตรในระยะยาว ผ่าน การจัดตั้ง ศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัย คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ขึ้น เพื่อให้บริการดูแลเด็กอายุตั้งแต่ 3 เดือน – 3 ปี เพื่อเป็นสวัสดิการแก่บุคลากรของมหาวิทยาลัย ช่วยลดความกังวลใจในการปฏิบัติงานของผู้ปกครอง ทำให้บุคลากรสามารถทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ

ที่สำคัญ ศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งนี้ ยังตั้งอยู่ภายในมหาวิทยาลัย ทำให้บุคลากรสามารถ เอานมไปให้ บุตรที่ศูนย์ฯ ได้อย่างสะดวกสบายในระหว่างวันทำงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนให้แม่ทำงานยังคงสามารถให้ลูกได้รับนมแม่ได้อย่างต่อเนื่องและยาวนาน สอดคล้องกับแนวทางการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในที่ทำงาน

ศูนย์แห่งนี้ไม่เพียงแต่เป็นสวัสดิการที่ช่วยสร้างขวัญและกำลังใจแก่บุคลากร แต่ยังเป็นแหล่งเรียนรู้และประโยชน์ทางวิชาการ ที่เอื้อต่อการศึกษาวิจัยและการเรียนการสอนของบุคลากรและนิสิต คณะพยาบาลศาสตร์ และสาขาที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านการดูแลและการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้มีมาตรฐานและเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมต่อไป

Sustainability

NARESUAN UNIVERSITY

Solverwp- WordPress Theme and Plugin