Archives November 2025

ม.นเรศวร เร่งจัดเตรียมชุดยาจำเป็นผ่านโครงการ PharmaSea Project ส่งช่วยผู้ประสบอุทกภัยหาดใหญ่

วันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน 2568 คณาจารย์ บุคลากร และนิสิตคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ร่วมกันคัดแยกและจัดเตรียมยาจำเป็น ภายใต้ โครงการจัดการยาเหลือใช้ (PharmaSea Project) เพื่อส่งมอบให้ผู้ประสบอุทกภัยในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยการดำเนินงานครั้งนี้มุ่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้สามารถเข้าถึงยาที่จำเป็นได้อย่างทันท่วงที พร้อมส่งเสริมการใช้ทรัพยากรทางการแพทย์อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เภสัชกรดำรงศักดิ์ เป๊กทอง อาจารย์ประจำภาควิชาเภสัชกรรมปฏิบัติ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร เปิดเผยว่า โครงการได้ประสานข้อมูลกับทีมแพทย์ พยาบาล และหน่วยงานที่ดูแลผู้ประสบภัยในพื้นที่ เพื่อประเมินความต้องการด้านยาและเวชภัณฑ์ก่อนดำเนินการจัดส่ง โดยยาที่มีความจำเป็นเร่งด่วน ได้แก่ ยากันน้ำกัดเท้า เบตาดีน แอลกอฮอล์ และผงเกลือแร่ รวมถึงยาประจำตัวของผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่จำเป็นต้องใช้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้ที่พักอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงและไม่สามารถเดินทางกลับบ้านหรือเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลได้

การจัดเตรียมยาในครั้งนี้เป็นการนำ ยาเหลือใช้ที่ผ่านการคัดแยกและตรวจสอบคุณภาพ มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยดำเนินการภายใต้หลักการบริหารจัดการยาอย่างถูกต้องและปลอดภัย ช่วยให้ทรัพยากรทางการแพทย์ที่ยังสามารถใช้งานได้ถูกส่งต่อไปยังผู้ที่มีความจำเป็น ลดการสูญเสียทรัพยากร และลดปริมาณของเสียที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ตลอดระยะเวลากว่า 5 ปี โครงการ PharmaSea Project ได้ดำเนินการรวบรวมยาเหลือใช้จากประชาชนและหน่วยงานต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ การรับบริจาคจากประชาชน การลงพื้นที่เก็บยาในชุมชนเพื่อสร้างความรู้ด้านการจัดการยาเหลือใช้ และการติดตั้งกล่องรับบริจาคตามโรงพยาบาล ก่อนนำยามาคัดแยก ตรวจสอบ และจัดเตรียมสำหรับส่งต่อไปยังพื้นที่ที่ขาดแคลนยาและเวชภัณฑ์

ที่ผ่านมา โครงการได้ส่งมอบยาไปช่วยเหลือโรงพยาบาลชายแดน ศูนย์อพยพ และพื้นที่ที่ประสบเหตุภัยพิบัติหลายแห่ง ความพร้อมของคลังยาที่ได้รับการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ทำให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเกิดเหตุอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ คณะเภสัชศาสตร์จึงสามารถจัดเตรียมยาและประสานการส่งมอบให้ตรงกับความต้องการของผู้ประสบภัยได้ในเวลาอันรวดเร็ว

การดำเนินงานของโครงการสะท้อนถึง ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย บุคลากรทางการแพทย์ หน่วยงานภาครัฐ จิตอาสา และประชาชน ในการบริหารจัดการยาเหลือใช้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งสนับสนุนการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพของผู้ประสบภัย ลดการสูญเสียทรัพยากรทางการแพทย์ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อช่วยเหลือสังคมในสถานการณ์วิกฤติ

คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ขอเชิญชวนประชาชนร่วม ส่งต่อพลังแห่งการแบ่งปัน ด้วยการบริจาคยาเหลือใช้ผ่าน โครงการ PharmaSea Project เพื่อรวบรวม คัดแยก และส่งต่อให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยและพื้นที่ขาดแคลนทั่วประเทศ โดยทุกการบริจาคมีส่วนช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงยาที่จำเป็น ลดการสูญเสียทรัพยากร และสร้างระบบการใช้ทรัพยากรทางการแพทย์ที่เกิดประโยชน์ต่อสังคมอย่างยั่งยืน

ผู้สนใจสามารถบริจาคยาเหลือใช้ได้ที่
โครงการ PharmaSea Project (รับบริจาคยาเหลือใช้)
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
ตำบลท่าโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก 65000
โทรศัพท์ 0 5596 3747

ม.นเรศวร คว้ารางวัล 5 ดาว AUN-HPN ก้าวสู่ผู้นำมหาวิทยาลัยสร้างเสริมสุขภาพอาเซียน

วันพุธที่ 27 พฤศจิกายน 2568 รองศาสตราจารย์ ดร.ศรินทร์ทิพย์ แทนธานี รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวร เข้ารับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ “มหาวิทยาลัยอาเซียนด้านการสร้างเสริมสุขภาพ ระดับ 5 ดาว” จากเครือข่ายมหาวิทยาลัยสร้างเสริมสุขภาพแห่งอาเซียน (AUN-HPN) ซึ่งเป็นผลสำเร็จสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยในการพัฒนาสภาพแวดล้อม ระบบสนับสนุน และการบริหารจัดการสุขภาวะให้มีประสิทธิภาพตามมาตรฐาน Healthy University Rating System (HURS) อันเป็นกรอบการประเมินที่ส่งเสริมให้สถาบันอุดมศึกษาพัฒนาศักยภาพด้านสุขภาวะอย่างยั่งยืน

รางวัลระดับ 5 ดาวดังกล่าวเป็นหลักฐานที่แสดงถึงความก้าวหน้าของมหาวิทยาลัยนเรศวรในการขับเคลื่อนแนวทางสร้างเสริมสุขภาพเชิงระบบ โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของบุคลากร นิสิต และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกระดับ ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การออกแบบบริการสนับสนุนสุขภาวะ และการขยายระบบบริหารจัดการที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิตของสมาชิกในมหาวิทยาลัย ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี

พิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณจัดขึ้นโดยมีศาสตราจารย์ ดร.ฉัตรเฉลิม อิศรางกูร ณ อยุธยา ประธานคณะทำงานระบบ HURS เป็นผู้มอบรางวัล โดยในปี 2568 มีเพียง 4 มหาวิทยาลัยไทยที่ได้รับการประเมินในระดับสูงสุด 5 ดาว ได้แก่ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของระบบอุดมศึกษาไทยในการขับเคลื่อนประเด็นสุขภาวะและความยั่งยืนในระดับภูมิภาค

การได้รับรางวัลในครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของมหาวิทยาลัยนเรศวรในการบูรณาการแนวคิดการสร้างเสริมสุขภาพกับการบริหารจัดการมหาวิทยาลัยอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะ การบริหารจัดการความปลอดภัย การเข้าถึงบริการสุขภาพ และการพัฒนาทักษะด้านสุขภาวะสำหรับนิสิตและบุคลากร ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของมหาวิทยาลัยสุขภาวะแบบยั่งยืน

นอกจากการเข้ารับรางวัลแล้ว รองศาสตราจารย์ ดร.ศรินทร์ทิพย์ แทนธานี ยังได้รับเชิญให้นำเสนอแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices) ในเวทีเสวนานานาชาติของ AUN-HPN ในหัวข้อ “Sharing Best Practices among Healthy Universities Participating in HURS” ณ Hilton Manila Newport World Resorts สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ การนำเสนอในครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการเผยแพร่ประสบการณ์ของมหาวิทยาลัยนเรศวร พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ร่วมกับมหาวิทยาลัยในภูมิภาคอาเซียน เพื่อยกระดับการพัฒนามหาวิทยาลัยสุขภาวะในเชิงร่วมมือ

การได้รับเชิญในฐานะวิทยากรระดับนานาชาติ แสดงให้เห็นถึงการยอมรับในศักยภาพของมหาวิทยาลัยนเรศวรในการเป็นต้นแบบด้านการสร้างเสริมสุขภาพ ตลอดจนการสร้างเวทีการเรียนรู้ร่วมกันกับมหาวิทยาลัยพันธมิตรในอาเซียน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในระดับภูมิภาค และสอดคล้องกับเป้าหมายด้านการสร้างความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

ความสำเร็จที่เกิดขึ้นทั้งในระดับการประเมินและการเผยแพร่แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศในต่างประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของมหาวิทยาลัยนเรศวรในการพัฒนานโยบาย โครงสร้างพื้นฐาน และระบบบริหารจัดการที่สนับสนุนสุขภาวะอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งยืนยันบทบาทของมหาวิทยาลัยในฐานะสถาบันที่ให้ความสำคัญต่อสุขภาวะของทุกคน และการสร้างความร่วมมือทางวิชาการที่เข้มแข็งเพื่อผลักดันการพัฒนาในระดับภูมิภาค

ความก้าวหน้าดังกล่าวเป็นแรงขับเคลื่อนที่จะช่วยให้มหาวิทยาลัยนเรศวรสามารถต่อยอดแนวทางการพัฒนามหาวิทยาลัยสุขภาวะแบบองค์รวมให้มีความยั่งยืนยิ่งขึ้น ผ่านการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภายในและพันธมิตรภายนอก พร้อมขยายผลสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของนิสิต บุคลากร และชุมชนโดยรอบอย่างเป็นรูปธรรม

ม.นเรศวร ขับเคลื่อนโครงการเสริมสร้างขีดความสามารถผู้พิการ สู่การพัฒนาเชิงพื้นที่อย่างยั่งยืน

วันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2568 คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายเชิงยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่ ผ่านโครงการ “เสริมสร้างขีดความสามารถของผู้พิการ” โดยมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของกลุ่มเปราะบางให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณค่าและมีส่วนร่วมในสังคมอย่างเท่าเทียม ภายใต้แนวคิดการพัฒนาที่ครอบคลุมและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

การดำเนินงานดังกล่าวได้รับมอบหมายให้ รองศาสตราจารย์ ดร.พิษณุ อภิสมาจารโยธิน รักษาการในตำแหน่งรองคณบดีฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์เพื่อสังคม เป็นผู้แทนคณะเข้าพบและหารือร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 14 พฤศจิกายน 2568 เพื่อ รวบรวมข้อมูลเชิงลึก ด้านการดำเนินงานเกี่ยวกับผู้พิการและผู้สูงอายุ รวมถึงแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการในระดับพื้นที่

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ได้มีการหารือกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในเขตอำเภอบางระกำ ได้แก่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลท่านางงาม ชุมแสงสงคราม หนองกุลา บ่อทอง และบ้านปรือกระเทียม ตำบลบึงกอก โดยเน้นการรับฟังข้อมูลเกี่ยวกับ ศักยภาพการให้บริการด้านสุขภาพและสังคม รวมถึงข้อจำกัดเชิงระบบที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้พิการในพื้นที่

นอกจากนี้ ยังได้ลงพื้นที่ในเขตอำเภอชาติตระการ เพื่อหารือกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านดง บ้านนาตาจูน ชาติตระการ บ่อภาค และบ้านนุชเทียน โดยมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้าน การพัฒนาระบบบริการและการดูแลแบบองค์รวม เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการเฉพาะของผู้พิการและผู้สูงอายุได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โครงการนี้มีเป้าหมายสำคัญในการ ส่งเสริมศักยภาพและคุณภาพชีวิตของผู้พิการให้สามารถพึ่งพาตนเอง มีโอกาสเข้าถึงบริการพื้นฐานอย่างเท่าเทียม และสามารถมีบทบาทในสังคมได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยอาศัยความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายในพื้นที่เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน

ในมิติของการพัฒนาเชิงระบบ โครงการยังมุ่งเน้นการสร้าง นวัตกรรมทางสังคมและเครือข่ายความร่วมมือ ระหว่างมหาวิทยาลัย หน่วยงานสาธารณสุข และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อยกระดับการบริหารจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการแก่กลุ่มเป้าหมายอย่างยั่งยืน

การดำเนินงานครั้งนี้สะท้อนบทบาทของคณะสังคมศาสตร์ในการเป็น กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเชิงพื้นที่ ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการกับการปฏิบัติจริง อันนำไปสู่การสร้างสังคมแห่งโอกาส ความเท่าเทียม และการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว

ม.นเรศวร ร่วมจัดแสดงผลงานวิจัยและบริการวิชาการ ในงานประชุมวิชาการและนิทรรศการ อพ.สธ. ครั้งที่ 12 ส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรไทยอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน

วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ศูนย์ประสานงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ (อพ.สธ.) มหาวิทยาลัยนเรศวร เข้าร่วมจัดแสดงผลงานวิจัยและบริการวิชาการใน งานประชุมวิชาการและนิทรรศการ ครั้งที่ 12 “ทรัพยากรไทย : หวนดูทรัพย์สิ่งสินตน” ระหว่างวันที่ 4–10 พฤศจิกายน 2568 ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และแสดงศักยภาพของมหาวิทยาลัยในการขับเคลื่อนงานด้านการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรไทยอย่างเหมาะสม

การเข้าร่วมงานครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ มหาวิทยาลัยนเรศวร ในการบูรณาการงานวิจัย งานบริการวิชาการ และการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม เข้ากับการพัฒนาประเทศ โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างคณะ หน่วยงาน และเครือข่ายภาคี เพื่อ ส่งเสริมต่อการพัฒนาทรัพยากรไทยอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน ตลอดจนสร้างคุณค่าจากทรัพยากรท้องถิ่นผ่านองค์ความรู้และนวัตกรรม

ภายในงาน มหาวิทยาลัยนเรศวรนำผลงานเข้าร่วมจัดแสดงจำนวน 4 ผลงาน ประกอบด้วย การสืบสานและต่อยอดภูมิปัญญาทอผ้า โดยนายวชิรพงษ์ วงศ์ประสิทธิ์ และคณะทำงานจากกองส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ซึ่งมุ่งอนุรักษ์และต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นให้สามารถสร้างคุณค่าในสังคมร่วมสมัย และ การต่อยอดทรัพยากรสัตว์: จิ้งหรีดสู่ภาคอุตสาหกรรม ภายใต้โครงการ I-SEC TECHNOLOGY โดยรองศาสตราจารย์ ดร.ขนิษฐา รุตรัตนมงคล และคณะ จากคณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่นำทรัพยากรชีวภาพมาพัฒนาสู่การใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรม

อีกสองผลงานที่จัดแสดง ได้แก่ การวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่โครงการประตูระบายน้ำท่าแห จังหวัดพิจิตร โดยรองศาสตราจารย์ ดร.จรัณธร บุญญานุภาพ จากคณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่เพื่อสนับสนุนการวางแผนการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม และ การถ่ายทอดประวัติพระพุทธชินราชในรูปแบบแอนิเมชัน โดยรองศาสตราจารย์ ดร.วิสิฐ จันมา และคณะนักวิจัย จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ศิลปะและการออกแบบ ร่วมกับคณะบริหารธุรกิจ เศรษฐศาสตร์และการสื่อสาร เพื่อประยุกต์ใช้สื่อดิจิทัลในการเผยแพร่มรดกทางศิลปวัฒนธรรมสู่สาธารณชน

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีพิธีพระราชทานป้ายสนองพระราชดำริ โดย วิทยาลัยอาชีวศึกษานครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ได้รับพระราชทานป้ายสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 โดย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นับเป็นความภาคภูมิใจของเครือข่ายสมาชิก อพ.สธ. และเป็นกำลังสำคัญในการสืบสานงานอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ

มหาวิทยาลัยนเรศวรยังได้ประสานความร่วมมือกับสมาชิก อพ.สธ. ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อร่วมจัดแสดงนิทรรศการและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประกอบด้วย โรงเรียนเฉลิมขวัญสตรี จังหวัดพิษณุโลก โรงเรียนสตรีนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ โรงเรียนอุทัยวิทยาคม จังหวัดอุทัยธานี โรงเรียนทุ่งโพวิทยา จังหวัดอุทัยธานี วิทยาลัยอาชีวศึกษานครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ และเทศบาลตำบลบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ ความร่วมมือดังกล่าวช่วยเสริมสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ระหว่างสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ และชุมชน เพื่อร่วมกันอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรไทยอย่างมีคุณค่า

การเข้าร่วมงานประชุมวิชาการและนิทรรศการครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ มหาวิทยาลัยนเรศวร ในการขับเคลื่อนงานวิจัย การบริการวิชาการ และการอนุรักษ์มรดกทางธรรมชาติและวัฒนธรรม ผ่านการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการพัฒนานวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง อันเป็นการส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรไทยอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน พร้อมสร้างคุณค่าร่วมให้แก่สังคม ชุมชน และประเทศในระยะยาว

ม.นเรศวร ขานรับนโยบายรัฐ เดินหน้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน มุ่งสู่ Net Zero 2050

มหาวิทยาลัยนเรศวร ขานรับและยึดตามแนวนโยบายของรัฐบาลรวมถึง กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม อย่างเป็นรูปธรรม โดยเดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์องค์กรเพื่อตอบสนองต่อวาระแห่งชาติว่าด้วยการจัดการวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ทั้งนี้เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

การขับเคลื่อนดังกล่าวสอดรับกับทิศทางการบริหารประเทศ ดังรายละเอียดที่ปรากฏในไฟล์ Screenshot 2569-07-14 at 13.28.28.jpg ซึ่งระบุถึงมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ที่นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เปิดเผยถึงการเห็นชอบต่อร่างเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด ฉบับที่ 2 หรือ NDC 3.0 นโยบายนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเร่งรัดเป้าหมาย Net Zero ให้สำเร็จเร็วขึ้นถึง 15 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับเส้นทางควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ตามนโยบายข้อ 13 ของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ที่มุ่งเน้นการผลักดัน สังคมคาร์บอนต่ำ

เป้าหมายหลักของการยกระดับสู่ NDC 3.0 คือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ถึงร้อยละ 47 ภายในปี ค.ศ. 2035 เมื่อเทียบกับฐานปี ค.ศ. 2019 โดยครอบคลุมหลากหลายภาคส่วนที่ต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน ทั้งภาคพลังงาน ภาคการขนส่ง ภาคกระบวนการอุตสาหกรรม และภาคการจัดการของเสีย การกำหนดเป้าหมายที่ท้าทายนี้ตอกย้ำถึงความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อรับมือกับสภาวะโลกเดือดที่กำลังส่งผลกระทบในวงกว้าง

ในฐานะสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำ มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้บูรณาการเป้าหมายระดับชาติดังกล่าวเข้าสู่การบริหารจัดการภายในองค์กรอย่างเต็มรูปแบบ โดยให้ความสำคัญกับการจัดการทรัพยากรอย่างชาญฉลาด การเพิ่มพื้นที่สีเขียว และการบริหารจัดการของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ การดำเนินการเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นการสร้างต้นแบบ สถาบันการศึกษาสีเขียว ที่พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างจิตสำนึกที่ดีให้แก่นิสิตและบุคลากร

ความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากปราศจาก เครือข่ายความร่วมมือ ที่แข็งแกร่ง จึงเกิดการทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการระหว่างสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่น การผนึกกำลังในครั้งนี้มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนทรัพยากร นวัตกรรม และเทคโนโลยี เพื่อร่วมกันออกแบบทิศทางและแนวทางแก้ปัญหาที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ พร้อมทั้งนำไปปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม

สถาบันการศึกษายังคงมุ่งมั่นรับบทบาทสำคัญในการเป็นแหล่งบ่มเพาะนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยสนับสนุนให้เกิดการวิเคราะห์ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมเชิงลึก เพื่อนำมาตรการต่างๆ ไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนและการบริหารงาน พร้อมทั้งส่งเสริมต่อยอดสู่งานวิจัยเชิงพาณิชย์ เพื่อให้เกิดการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมเหล่านั้นไปสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนธุรกิจยั่งยืน และสามารถนำไปใช้งานได้จริงในภาคอุตสาหกรรม

การก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญในการพลิกวิกฤตสิ่งแวดล้อมให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม การตระหนักรู้และร่วมกันลงมือทำอย่างจริงจังของทุกภาคส่วนตั้งแต่วันนี้ จะช่วยปูทางให้ประเทศไทยสามารถเร่งขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 ได้อย่างเต็มศักยภาพ พร้อมทั้งส่งมอบสภาพแวดล้อมที่สมดุลและคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่อนุชนรุ่นหลังต่อไป

ม.นเรศวร เดินหน้ารณรงค์สังคมปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ผ่านกิจกรรม NU Playground Event เพื่อเสริมสร้างสุขภาวะและความร่วมมืออย่างยั่งยืน

วันจันทร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2568 มหาวิทยาลัยนเรศวร ในฐานะ สถาบันการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ได้จัดกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับ โทษของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ภายในงาน NU Playground Event ซึ่งจัดระหว่างวันที่ 17 – 19 พฤศจิกายน 2568 เวลา 17.00 – 21.00 น. เพื่อเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับ พิษภัยของการสูบบุหรี่ และสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่ม เยาวชนและนิสิต ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการเริ่มต้นใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบรูปแบบใหม่

มหาวิทยาลัยนเรศวรได้ประกาศจุดยืนในการ ต่อต้านการใช้บุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า รวมถึง คัดค้านข้อเสนอการยกเลิกการแบนบุหรี่ไฟฟ้า เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงให้ประชาชน โดยเฉพาะเยาวชน เข้าถึงผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อ สุขภาพระยะยาว และขัดต่อเป้าหมายการลดปัจจัยเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อร้ายแรง อาทิ โรคหัวใจ โรคปอด และโรคมะเร็ง

บุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าเป็น ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ที่กระทบต่อสุขภาพของประชาชน แม้จะมีการนำเสนอว่าบุหรี่ไฟฟ้ามี ความปลอดภัยมากกว่า แต่ผลการวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่าบุหรี่ไฟฟ้า มีสารเคมีอันตราย ที่ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ เพิ่มความเสี่ยงต่อ โรคมะเร็งปอด และสร้างการเสพติด โดยเฉพาะในกลุ่ม วัยรุ่น ซึ่งอยู่ในช่วงการพัฒนาทางร่างกายและสติปัญญา ทำให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็น ภัยสุขภาพสมัยใหม่ ที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว

นอกเหนือจากผลกระทบต่อสุขภาพ การยกเลิกการแบนบุหรี่ไฟฟ้ายังอาจทำให้ภาระของระบบ สาธารณสุข เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากจะมีผู้ป่วยจากโรคที่ป้องกันได้เพิ่มสูงขึ้น มหาวิทยาลัยนเรศวรจึงย้ำถึงความจำเป็นในการ รักษามาตรการควบคุมยาสูบอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของผลิตภัณฑ์ยาสูบชนิดใหม่ในกลุ่มเยาวชน และเพื่อสนับสนุนการสร้าง สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ

การลดการบริโภคยาสูบจำเป็นอย่างยิ่งต้องอาศัย ความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา และประชาชนทั่วไป มหาวิทยาลัยนเรศวรได้ร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อผลักดัน มาตรการควบคุมยาสูบ และจัดกิจกรรม รณรงค์ให้ความรู้ ที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายหลากหลาย พร้อมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนเข้าใจผลกระทบและความเสี่ยงจากผลิตภัณฑ์ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

หนึ่งในจุดเด่นของกิจกรรมภายใน NU Playground Event คือการมีส่วนร่วมของ นิสิตชมรมอาสา ซึ่งได้จัดบูธให้ความรู้ พูดคุย ชี้แจงข้อมูล และแจกสื่อความรู้เกี่ยวกับ พิษภัยของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ให้แก่เยาวชนและประชาชนทั่วไป การมีส่วนร่วมของนิสิตช่วยเสริมสร้าง บทบาทพลเมือง วิชาการเพื่อสังคม และการพัฒนาทักษะการสื่อสารสาธารณะ ตลอดจนช่วยสร้าง เครือข่ายความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและชุมชน

กิจกรรมดังกล่าวยังสอดคล้องกับ นโยบายมหาวิทยาลัยที่มุ่งเป็นสถาบันตัวอย่างในการส่งเสริมสุขภาพ ผ่านการทำงานแบบบูรณาการ ทั้งการวิจัย งานวิชาการ การให้บริการสุขภาพ และการให้คำปรึกษาด้านการเลิกบุหรี่ การดำเนินการในลักษณะนี้เป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาสังคมที่ เข้มแข็ง ยั่งยืน และปราศจากปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรค

Sustainability

NARESUAN UNIVERSITY

Solverwp- WordPress Theme and Plugin